วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ย้อนดู 13 เหตุการณ์ชวนสะพรึง ที่เคยเกิดขึ้นในวันศุกร์ 13



         ย้อนดู 13 เหตุการณ์ในวันศุกร์ 13 กับเหตุแปลก ชวนสะพรึง รวมถึงเหตุฉาวโฉ่ในวันวาน ศุกร์ 13 เพียงเหตุบังเอิญหรืออาถรรพ์ ?

          ศุกร์ 13 กลายมาเป็นตำนานอาถรรพ์ที่สร้างความหวาดผวาไปทั่วโลก ด้วยเชื่อว่าวันดังกล่าวเป็นวันแห่งความโชคร้ายที่ไม่ว่าจะลงมือทำการใดก็ มักจะไม่สำเร็จผล ในขณะที่ใครหลายคนมองว่าความเชื่อเรื่อง อาถรรพ์ ศุกร์ 13 นั้น เป็นเพียงเรื่องงมงายเท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในวันดังกล่าวมักจะมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นบ่อย ครั้ง รวมถึงโศกนาฏกรรม และเหตุการณ์ระดับโลก ซึ่งจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญหรือเป็นเพราะ "อาถรรพ์ ศุกร์ 13" ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าฟันธงเสมอไป ดังเช่นเหตุการณ์ประหลาดในวันศุกร์ 13 ที่เราจะยกตัวอย่างมาให้ติดตามในครั้งนี้ 


          1. การกระโดดสู่ความตายของนักท้ามฤตยู

          ด้วยเพราะ แซม แพทช์ นับเป็นหนึ่งในนักกระโดดท้ามฤตยูคนดังของสหรัฐฯ ที่เคยท้าความตาย โชว์กระโดดจากหน้าผาของน้ำตกไนแองการามาเป็นสิบ ๆ ครั้ง ดังนั้นจึงไม่มีใครคาดคิดว่าการโชว์กระโดดในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2372 จะกลายมาเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา โดยข้อมูลจากหนังสือ "Sam Patch, the Famous Jumper"  ระบุว่า ในวันศุกร์ 13 ดังกล่าว แซม แพทช์ ได้ทำการกระโดดในขณะที่เมา ทำให้เขาจบชีวิตลงต่อหน้าผู้ชมนับหมื่น ขณะที่รายงานจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ในปี 2426 ระบุว่า แซม แพทช์ ได้กระโดดลงมาผิดท่าและลงผิดจุดจากการกระโดดที่ผ่านมา

          อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าประหลาดยิ่งขึ้นเมื่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เรื่องเล่าอาถรรพ์ ศุกร์ 13 จะถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายเสียอีก 


          2. เพลิงมรณะในวันศุกร์ 13

         ในวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2482 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นทั่วรัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย สังหาร 36 ชีวิตภายในวันเดียว โดยพบว่าเหตุเพลิงไหม้ที่น่ากลัวครั้งนั้นเกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่นำไม้แห้ง ๆ มาเผาทำลายพืชผักที่ไม่เติบโตในช่วงฤดูแล้งนั้น แต่ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้จนเปลวไฟลุกลามไปทั่ว โดยพบว่าในเดือนมกราคมปีนั้น เปลวไฟได้สร้างความเสียหายในพื้นที่ 75% ของรัฐ อาคารกว่า 1,300 หลังถูกทำลายวอด มีผู้เสียชีวิตรวม 71 ราย 

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล


          3. ทิ้งระเบิดใส่พระราชวังบักกิงแฮม

          ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มนาซีได้เปิดศึกกับสหราชอาณาจักรอย่างเข้มข้น โดยพบว่าพระราชวังบักกิงแฮมในกรุงลอนดอน เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่อง 16 ลูก อย่างไรก็ตามความเสียหายที่หนักที่สุดเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2483 เมื่อระเบิด 5 ลูกถูกทิ้งลงที่พระราชวัง เป็นผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย และเสียชีวิตอีก 1 ราย แต่นับว่าเป็นเคราะห์ดีที่พระเจ้าจอร์จที่ 5 และพระราชินีเอลิซาเบธทรงปลอดภัย ส่วนอาคารของพระราชวังโดยรวมก็นับว่าได้รับความเสียหายเล็กน้อยเท่านั้น


          4. อุทกภัยครั้งใหญ่ในแคนซัส

          นับเป็นเหตุอุทกภัยที่หนักหนาครั้งหนึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ รัฐแคนซัส สหรัฐฯ หลังเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2494 จนเกิดน้ำท่วมขังสูงกว่า 40 เซนติเมตรในหลายพื้นที่ กระทั่งล่วงเข้าสู่วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม ระดับน้ำก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จนทำให้น้ำในแม่น้ำมีระดับความลึก ถึง 12.4 เมตร ขณะที่ชุมชนเมืองและย่านธุรกิจในเมืองโทพีก้า ลอว์เรนซ์ และแมนฮัตตัน ก็มีน้ำท่วมสะสมสูง 2.4 เมตร นับเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดโดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 28 ราย และอีก 500,000 ชีวิตไร้ที่อาศัย วิศวกรของกองทัพสหรัฐฯ ประเมินค่าเสียหายจากเหตุครั้งนั้นราว 935 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) ในเวลานั้น ซึ่งเทียบประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) ในขณะนี้ 


          5. วิกฤตการณ์สงครามเย็น

          ย้อนกลับไปในยุคสงครามเย็น โลกเกือบจะเปิดฉากสงครามกันอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2495 สหภาพโซเวียตได้ยิงเครื่องบินขนส่งทางทหาร DC-3 ของสวีเดนตก โดยทางสวีเดนระบุว่าเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินฝึกทหาร ขณะที่ทางโซเวียตเองก็ออกมาประกาศว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเพียง 1 วัน เครื่องบินของสวีเดนก็ถูกโซเวียตยิงตกอีกระหว่างค้นหาซาก DC-3 

          แต่แล้วในที่สุดหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้เกือบ 40 ปี ทางการสวีเดนก็ได้ออกมายอมรับว่า DC-3 เป็นเครื่องบินสอดแนม ขณะที่ในปี 2534 ทางโซเวียตก็ยอมรับว่าเป็นผู้ยิง DC-3 ตก ขณะที่ซากของเครื่องบินที่หายไปเพิ่งจะถูกค้นพบที่ก้นทะเลบอลติก ในปี 2546 โดยพบศพลูกเรือ 4 ใน 8 ราย ทั้งนี้ปัจจุบันซากเครื่องบินดังกล่าวได้ถูกนำมาจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ กองทัพอากาศสวีเดน


          6. เหตุฆาตกรรมที่ถูกเพิกเฉย

         ศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2477 หนึ่งในคดีฆาตกรรมที่โหดร้ายและฉาวโฉ่มากที่สุดของนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ได้เกิดขึ้นเมื่อ คิตตี้ เจโนวิส ผู้จัดการบาร์แห่งหนึ่งได้ถูกชายแปลกหน้าจู่โจมเข้าแทงและข่มขืนขณะกลับมา ที่อพาร์ทเม้นท์ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเศร้าเมื่อหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์มีรายงานว่า ในเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง มีเพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์ไม่ต่ำกว่า 38 คน แต่ไม่มีใครที่ยื่นมือเข้าช่วยหรือแจ้งตำรวจเลยแม้แต่คนเดียว

          คดีของ คิตตี้ เจโนวิส ได้กลายมาเป็นตัวอย่างทางจิตวิทยาในเวลาต่อมา โดยใช้อ้างถึงเหตุการณ์ที่พยานซึ่งพบเห็นเหตุร้ายในสถานการณ์หนึ่ง ๆ เลือกจะไม่ยื่นมือเข้าแทรกหรือทำอะไรทั้งสิ้น เนื่องจากคิดว่ามีคนอื่นยื่นความช่วยเหลือให้แล้ว จากการสอบสวนในเวลาต่อมา พบว่ามีพยานหลายคนที่เลือกจะปล่อยผ่านเพราะคิดว่าเจโนวิสเสียชีวิตไปแล้ว บางคนไม่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด บางคนก็เลือกจะเมินหน้าหนีจากสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่บางส่วนไม่เข้าใจว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นกันแน่  พวกเขาเหล่านี้จึงไม่ขอเอาตัวเองเข้าไปยุ่งด้วย จึงไม่ได้แจ้งตำรวจในทันที

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล


          7. พายุไซโคลนรุนแรง

          วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2513 คือวันที่บังกลาเทศถูกพายุไซโคลนโบลา ซึ่งมีความรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศพัดถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 300,000 ราย พายุไซโคลนที่มีความแรงลม 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังก่อให้เกิดคลื่นสูง 5 เมตรในมหาสมุทร ซัดเข้าสู่พื้นดินจนผู้คนต้องปีนต้นไม้เพื่อหนีตาย อย่างไรก็ตามพบว่ากลุ่มผู้ที่มีอัตรารอดชีวิตสูงสุดก็คือผู้ชายวัย 15-49 ปี ขณะที่คนอื่นอย่างคนแก่ เด็ก ผู้ป่วย และผู้หญิงส่วนมาก ซึ่งไม่สามารถปีนต้นไม้ได้ต่างถูกน้ำพัดหรือกลืนหายไปกับพายุ 



          8. ผู้ประสบภัยที่ต้องดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด

          ในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2515 ทีมรักบี้จากประเทศอุรุกวัยได้ขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปแข่งขันที่ ประเทศชิลี ทว่าน่าเศร้าที่พวกเขากลับไปไม่ถึงจุดหมาย เมื่อเครื่องบินเกิดปัญหาระบบนำทางขัดข้องทำให้เครื่องตกลงบนภูเขาหิมะ ส่วนยอดของเทือกเขาแอนดีส พร้อมกับผู้โดยสาร 45 ชีวิต

          แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มของบททดสอบอันแสนสาหัสของ 27 ชีวิตที่เหลืออยู่เท่านั้น แม้พวกเขาจะรอดตายจากการตกของเครื่องบิน แต่ก็ต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บและอาหารที่ไม่เพียงพอ เมื่อถึงจุดหนึ่งผู้รอดชีวิตก็จำต้องกินร่างของเพื่อนที่จากไปเพื่อประทัง ชีวิต เท่านั้นยังไม่พอเมื่อมีหิมะถล่มซ้ำสังหารผู้รอดชีวิตไปอีก 8 ราย กระทั่งสิ้นเดือนตุลาคม คนอื่น ๆ ที่เหลือก็เริ่มถูกความเจ็บป่วยคุกคามชีวิต

          แทบไม่น่าเชื่อว่ากู้ภัยไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าวได้กระทั่งสิ้น เดือนธันวาคม ผู้รอดชีวิต 16 คนสุดท้ายได้รับการช่วยเหลือในที่สุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2515 หลังจากต้องผจญชีวิตในถิ่นทุรกันดารอันหนาวเหน็บนานถึง 72 วัน 


          9. อุบัติเหตุเครื่องบินสังหาร 174 ชีวิต

          แม้ตามสถิติแล้ว อัตราการเกิดปัญหาเครื่องบินตกในวันศุกร์ 13 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในวันอื่น ๆ ทว่า ศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2515 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทีมรักบี้จากอุรุกวัยประสบอุบัติเหตุ กลับเกิดเหตุเครื่องบินตกถึง 2 ครั้งในวันเดียวกัน โดยอีกเหตุหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินที่บรรทุกผู้โดยสาร 164 ราย และลูกเรืออีก 10 ราย จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประสบอุบัติเหตุขณะลงจอดในสนามบินที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย โดยไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ทั้งนี้น่าแปลกที่สาเหตุของเหตุดังกล่าวไม่สามารถระบุได้ แต่ความผิดปกติด้านวิศวกรรมอาจถือเป็นความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง


          10. เหตุตึกถล่มโรงแรมรอยัลพลาซ่า นครราชสีมา

         ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2536 หรือเมื่อ 22 ปีก่อน ได้เกิดโศกนาฏกรรมที่ชาวจังหวัดนครราชสีมายากจะลืมเลือน เมื่ออาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่า จังหวัดนครราชสีมา ได้ถล่มลงมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 137 คน บาดเจ็บ 227 คน ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีข้าราชการครูถึง 47 ราย พนักงานบริษัทเชลล์ฯ 24 ราย พนักงานโรงแรม 33 ราย และผู้มาใช้บริการ 33 ราย

          ทั้งนี้จากการสืบสวนก็พบว่า สาเหตุของโศกนาฏกรรมดังกล่าวเป็นผลจากที่ทางโรงแรมได้ต่อเติมอาคารจาก 3 ชั้น เป็น 6 ชั้นอย่างผิดกฎหมาย ทำให้เสารับน้ำหนักตัวอาคารไม่ไหว อีกทั้งโครงสร้างเสายังไม่ได้เชื่อมยึดติดกัน เมื่อเสาที่ตั้งอยู่บนคานแบกรับน้ำหนักมากเกินไป จึงทำให้คานหลุดออกจากหัวเสาที่ชั้นสอง ทำให้โครงสร้างอาคารบนหัวเสายุบตามและส่งแรงดึงรั้งกระทบเสาต้นข้างเคียงให้ หักล้มตามมาในที่สุด




          11. การเสียชีวิตของ ทูพัค ชาเคอร์

         เรียกว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียของวงการเพลงฮิปฮอป เมื่อ ทูพัค ชาเคอร์ (Tupac Shakur) แร็พเปอร์ได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลในลาสเวกัส สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2539 หลังจากถูกมือมืดรัวกระสุนใส่เมื่อวันที่ 7 กันยายน อย่างไรก็ตามการจากไปของเขากลายมาเป็นที่กังขาของคนทั่งโลก โดยมีการตั้งข้อสันนิษฐานถึงสาเหตุในการลอบสังหารดังกล่าวหลายประการ อาทิ ข้อพิพาททางธุรกิจ ปัญหาส่วนตัว ความรุนแรงระหว่างแก๊ง แม้กระทั่งบางคนยังเชื่อว่าทูพัคอาจยังไม่ตาย แต่น่าจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง



          12. พายุหิมะในเมืองบัฟฟาโล

          แม้ว่าผู้อาศัยในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก สหรัฐฯ จะคุ้นชินกับการมีหิมะตกในช่วงฤดูหนาว แต่พวกเขาคงไม่มีใครคาดว่าจะเกิดเหตุพายุถล่มเมืองบัฟฟาโลและพื้นที่ทางตอน เหนือของรัฐนิวยอร์ก ตั้งแต่ช่วงบ่ายของพฤหัสบดีต่อเนื่องจนถึงวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2549 ทำให้มีกองหิมะสะสมหนาถึง 56 เซนติเมตร ทิ้งให้ชาวเมืองต้องทนอยู่กับสภาพไม่มีไฟฟ้าใช้นานร่วมสัปดาห์ 



          13. เรือสำราญ กอสตา กอนกอร์เดีย ล่ม

          ในวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2555 ช่วงเวลาอันแสนสงบสำหรับล่องเรือสำราญนอกชายฝั่งแคว้นทัสกานี ประเทศอิตาลี ได้เปลี่ยนมาเป็นความวุ่นวายครั้งใหญ่ในทันที เมื่อเรือสำราญ กอสตา กอนกอร์เดีย ได้ประสบอุบัติเหตุเกยหินปะการังนอกชายฝั่งเกาะจิกลิโอ จนเรือเอียงจมทะเลไปข้างหนึ่ง คร่าชีวิตผู้โดยสารกับลูกเรือไปทั้งสิ้น 32 ราย ขณะที่กัปตันเรือได้ถูกจับกุมในเวลาต่อมา

**หมายเหตุ : อัพเดทข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558

ข้อมูลจาก
- livescience.com
- express.co.uk

http://hilight.kapook.com/view/129051

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เมียนมา คว้าแชมป์ชาติใจบุญที่สุดในโลก ส่วนไทยรั้งอันดับ 19



          เปิด 10 อันดับประเทศที่ใจบุญที่สุดในโลกประจำปี 2015 เมียนมา คว้าอันดับ 1 ไปครอง ส่วนประเทศไทยรั้งอยู่อันดับ 19

          เว็บไซต์เดอะการ์เดียน เผยผลการจัดอันดับประเทศที่ใจบุญที่สุดในโลก (World Giving Index) ประจำปี 2015 ของมูลนิธิช่วยเหลือการกุศลจากสหรัฐอเมริกา หรือ CAF (Charities Aid Foundation) พบว่า ในปีนี้เมียนมาคว้าแชมป์อันดับ 1 ประเทศที่ใจบุญที่สุดในโลกแซงประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ที่ครองตำแหน่งมายาวนานหลายปี ส่วนประเทศไทยรั้งอยู่ที่อันดับที่ 19

          มูลนิธิ CAF ได้สรุปผลตามดัชนีการชี้วัดพฤติกรรมที่สะท้อนถึงความใจบุญสุนทานของแต่ละ ประเทศ โดยในปีนี้เก็บสำรวจข้อมูลจากทั้งหมด 140 ประเทศ โดยพิจารณาจาก 3 เงื่อนไข ได้แก่ การบริจาคเงินเพื่อการกุศล การอาสาสมัครหรือการอุทิศตนช่วยเหลืองานกุศล และการช่วยเหลือบุคคลแปลกหน้าที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งผลที่ได้พบว่า 10 อันดับประเทศที่ใจบุญที่สุดในโลกประจำปี 2015 ได้แก่

          1. เมียนมา (Myanmar) คว้าอันดับ 1 ไปครองด้วยจำนวนประชากรพม่ามากถึงร้อยละ 92 ร่วมบริจาคเงิน และประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เศรษฐกิจโลกซบเซา แต่ชาวพม่าก็ยังร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือทุกวัน

          2. สหรัฐอเมริกา ประเทศมหาอำนาจเจ้าของอันดับ 1 เมื่อปีที่แล้วและปีก่อน ในปีนี้ตกเป็นรองอยู่ในอันดับที่ 2 หลังจากยอดบริจาคเงินลดลงไปถึง 5 เปอร์เซ็นต์ แต่สัดส่วนการช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อนสูงถึงร้อยละ 76 ของจำนวนประชากรในประเทศ

          3. นิวซีแลนด์ เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศที่ร่วมเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้อื่น แต่ในปีนี้ยอดการบริจาคเงินลดลงมากถึง 11 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

          4. แคนาดา แม้จะมียอดการบริจาคเงินไม่สูงมากนัก แต่ในปีนี้อัตราประชากรที่เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือเพิ่มขึ้นมาถึง 44 เปอร์เซ็นต์

          5. ออสเตรเลีย อันดับไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ขึ้นจากอันดับที่ 6 มาอยู่ที่อันดับ 5 หลังจากยอดบริจาคเงินเพื่อการกุศลเพิ่มสูงขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ และการเป็นอาสาสมัครเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์

          6. สหราชอาณาจักร หลังจากเมื่อปีที่แล้วครองอันดับ 7 ร่วมกับประเทศมาเลเซีย ในปีนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 6 เนื่องจากมีอาสมัครเพิ่มขึ้นถึง 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่อยู่ที่ 29 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

          7. เนเธอร์แลนด์ หลุดจาก Top 10 ไปในปีที่แล้วไปอยู่ที่อันดับ 12 ล่าสุดปีนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 7 จากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนทั้ง 3 เงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือคนแปลกหน้า อาสาสมัคร และการบริจาคเงินเพื่อการกุศล

          8. ศรีลังกา เป็นประเทศซึ่งมีความพร้อมใจเป็นอาสาสมัคร สัดส่วนการช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ที่ร้อยละ 48

          9. ไอร์แลนด์ ตกมาไกลจากอันดับที่ 4 ในปีที่แล้ว หลังจากสถิติการช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่เดือดร้อนร่วงตกลง

          10. มาเลเซีย ร่วงมาจากอันดับที่ 7 หลังจากอัตราการเป็นอาสาสมัครลดน้อยลงจากปีที่แล้วมากจาก 41 เปอร์เซ็นต์ เหลือแค่ 37 เปอร์เซ็นต์

          ส่วน ประเทศไทยของเราที่เคยติด 1 ใน 10 ประเทศที่ใจบุญที่สุดในโลก โดยเคยอยู่ถึงอันดับ 9 เมื่อปี 2011 จากนั้นอันดับตกลงมามาก แต่ยังคงไต่ขึ้นเรื่อย ๆ จนล่าสุดในปี 2015 นี้ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 19


http://hilight.kapook.com/view/128985

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ทีมแพทย์โค้งคำนับร่างเด็กหญิงวัย 11 บริจาคอวัยวะช่วยชีวิตผู้ป่วย 6 คน



          เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2558 สำนักข่าว CCTV ของจีน เผยภาพถ่ายช่วงเวลาที่ทีมแพทย์ในโรงพยาบาลตำรวจปักกิ่ง กำลังโค้งคำนับศพเด็กหญิง ถง หย่าถิง วัย 11 ขวบ ที่การจากไปของเธอไม่ได้เป็นการจากไปที่สูญเปล่า แต่ช่วยชีวิตคนได้ถึง 6 คน จากการบริจาคอวัยวะของเธอ

          ถง หย่าถิง ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เธอนอนแน่นิ่งไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาลมากกว่า 50 วันก่อนหน้านี้ และในที่สุดเธอก็เสียชีวิตลงเพราะสมองได้รับความเสียหายอย่างหนักจากโรคดัง กล่าว

          แต่ก่อนที่เธอจะจากไป เธอได้บริจาคอวัยวะของเธอเอาไว้ โดยได้รับความเห็นชอบจากครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ตับ ไต และกระจกตา ซึ่งนั่นสามารถนำไปผ่าตัดช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยได้ถึง 6 คน

          การจากไปที่ไม่สูญเปล่าดังกล่าวทำให้แพทย์ในโรงพยาบาลถึงกับโค้งคำนับให้กับ เธอ เพราะถือว่าเป็นการเสียชีวิตที่ยิ่งใหญ่และน่านับถืออย่างมากจริง ๆ

ภาพจาก china.com.cn

http://hilight.kapook.com/view/128980

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ปลาค้างคาวปากแดง สัตว์โลกจอมเบะปากแดงแจ๋จากใต้ทะเล



        ชวนมารู้จัก ปลาค้างคาวปากแดง สัตว์โลกใต้ทะเลที่ปากแดงแจ๋ราวกับทาลิปสติก แถมยังหน้าบึ้งตึงประหนึ่งโกรธใครมาอีกด้วยแน่ะ

         ถ้าพูดถึงปลาแล้ว ใคร ๆ ก็นึกถึงสัตว์น้ำมีครีบ มีหาง ว่ายน้ำเก่ง และบางตัวก็รสชาติอร่อย แต่ลึกลงไปใต้พื้นผิวมหาสมุทรนั้นยังมีสัตว์น้ำหน้าตาแปลก ๆ อีกมากมายที่เราอาจไม่เคยเห็น แต่มีปลาอยู่ชนิดหนึ่งที่รับรองว่าหากได้เห็นจะต้องร้องว่า นี่ปลาเหรอ !? อย่างแน่นอน

         ไม่ใช่ปลาลึกลับจากไหนหรอก แต่มันมีชื่อว่า “ปลาค้างคาวปากแดง” หรือ ปลาค้างคาวกาลาปากอส ที่ได้ชื่อว่าปลาปากแดงนั้นก็มาจากหน้าตาแปลก ๆ ของมันนั่นแหละ เพราะแทนที่มันจะมีปากเหมือนปลาทั่วไป มันกลับมีริมฝีปากที่ดูคล้ายของมนุษย์ยังไงยังงั้น แถมยังมีสีแดงแปร๊ดราวกับเพิ่งทาลิปสติกสุดเฉี่ยวมาอย่างนั้นแหละ แค่นั้นไม่พอ ปากของมันยังอยู่ในลักษณะคล้ายกับการเบะปากเสียด้วย หน้าตาก็เลยยิ่งฮาเข้าไปใหญ่ ประหนึ่งเป็นเจ๊ผู้สวยเริดเชิด และหยิ่งสุด ๆ จากใต้ท้องทะเล


        ปลาค้างคาวปากแดงมีถิ่นอาศัยอยู่ ณ แถบนอกชายฝั่งใกล้ ๆ เกาะโคคอส ของประเทศคอสตาริกา มันเป็นปลาที่ว่ายน้ำไม่ค่อยเก่งเอาเสียเลย มันจึงวิวัฒนาการให้ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นทรายใต้ทะเลซะเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้ครีบที่ใต้ตัวช่วยในการเดินดุกดิกไป-มาบนพื้นทราย แทนที่จะเป็นการว่ายน้ำ

         ลักษณะภายนอกของปลาหน้าตาตลกตัวนี้ที่เห็นเด่นชัดนอกจากปากแดงแปร๊ดแล้ว มันมีลำตัวสีน้ำตาลอ่อน มีจุดหรือลายตามตัวเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ และมีหงอนหรือเขาเล็ก ๆ ยื่นออกมาระหว่างดวงตา มันจะใช้หงอนนี้ในการล่อเหยื่อเข้ามาติดกับแล้วเขมือบซะ เช่นเดียวกับปลาแองเกลอร์ หรือปลาตกเบ็ด นักล่าใต้ท้องทะเลลึกอันโด่งดัง


          ปลาค้างคาวปากแดงสามารถเจริญเติบโต จนมีลำตัวยาวได้ถึง 40 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมาได้ และแม้ว่ามันจะมีถิ่นที่อยู่ในแถบเกาะกาลาปากอส มหาสมุทรแปซิฟิก แต่เคยมีบันทึกว่า ชาวประมงจากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สามารถจับมันได้ในตาข่ายดักปลาครั้งหนึ่งด้วย




http://hilight.kapook.com/view/128919

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โอ้โหใครจะเชื่อ แค่บริจาคอุจจาระ อาจได้รับเงินสูงถึงปีละ 4 แสน !!



         ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ ใคร ๆ ก็ต้องถ่ายหนักกันเป็นประจำ แต่แทนที่จะโบกมือลาก้อนอึของ คุณแล้วกดน้ำมันทิ้งไปเฉย ๆ ลองอ่านสิ่งที่เรานำมาฝากกันวันนี้ก่อนสิ แล้วคุณจะรู้ว่า อึน้อย ๆ ก็มีคุณค่ากับผู้ที่กำลังป่วยด้วยนะ

         บริษัท Openbiome จากสหรัฐอเมริกา เปิดรับบริจาคอุจจาระจากผู้ใจบุญที่มีสุขภาพดี เพื่อนำไปเป็นยาอุจจาระบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคในช่องท้องที่เกิดจากแบคทีเรีย Clostridium difficile ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องเหมือนแบคทีเรียตัวอื่น ๆ แต่ความพิเศษของแบคทีเรียตัวนี้คือ ยิ่งรับประทานยาฆ่าเชื้อเท่าไร มันยิ่งเติบโตรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น

         ย้อน กลับไปเรื่องพื้นฐานของแบคทีเรียในร่างกายมนุษย์กันก่อน ในร่างกายของเรานั้นมีจุลินทรีย์ประจำถิ่นอาศัยอยู่มากมายกว่า 200 ชนิด โดยมีมาตั้งแต่เราคลอดออกจากท้องแม่ จุลินทรีย์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราทั้งสิ้น ทั้งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อจากจุลินทรีย์ก่อโรคอื่น ๆ ช่วยสร้างวิตามิน และช่วยย่อยสลายอาหารทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดี



        แต่เมื่อมีจุลินทรีย์แปลก ปลอมโผล่มาในร่างกายของเราและทำให้เกิดโรคบางชนิด การรักษาอาการป่วยที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปัจจุบันคือการรับประทานยาฆ่า เชื้อหรือยาปฏิชีวนะ ที่จะส่งผลให้เกิดการทำลายจุลินทรีย์ดี ๆ ที่เคยอาศัยในร่างกาย และทำให้แบคทีเรียก่อโรคที่ไม่ตายเพราะยาฆ่าเชื้อยิ่งเจริญเติบโตได้ดีขึ้น ไปอีก

         ฉะนั้น เชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ Clostridium difficile ไม่ ถูกทำลายด้วยยาฆ่าเชื้อ ทำให้ทางการแพทย์แทบจะหมดหนทางในการรักษาผู้ป่วยจากแบคทีเรียชนิดนี้ และมันจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการอักเสบ เป็นตะคริว เป็นไข้ ท้องร่วงถ่ายเป็นเลือด ลำไส้อักเสบ ซึ่งทางการแพทย์เรียกอาการที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ว่า antibiotic-associated diarrhea

         ในแต่ละปี ชาวสหรัฐฯ ที่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้มีมากกว่า 250,000 ราย และเสียชีวิตอีกราว 14,000 ราย ดังนั้น จึงมีการวิจัยเพื่อค้นหาหนทางรักษาโรคที่ว่านี้ด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่การใช้ ยาปฏิชีวนะ ใช่แล้ว...วิธีที่ว่าก็คือ อุจจาระบำบัด นั่นเอง


         อุจจาระบำบัด คือการนำอุจจาระจากผู้บริจาคที่มีสุขภาพดีและมีจุลินทรีย์ดี ๆ ที่ร่างกายต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก จากนั้นก็นำอุจจาระนี้มาให้ผู้ป่วยติดเชื้อรับเข้าไปในร่างกายด้วยการรับประทานแคปซูลอุจจาระแช่แข็ง เพื่อแก้ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ อาจฟังดูไม่น่าพิสมัยแต่มันก็สามารถใช้ช่วยคนได้จริง

         บริษัท Openbiome จึงเปิดรับบริจาคอุจจาระจากผู้บริจาคที่มีสุขภาพดี โดยจะมีการคัดกรองด้วยการตรวจเลือดและตรวจสุขภาพก่อนจะลงทะเบียนเป็นผู้ บริจาคตัวจริง ซึ่งเมื่อคุณลงทะเบียนผ่านแล้ว คุณจะได้สิทธิ์ในการขายก้อนอึน้อย ๆ ของคุณในราคา 40 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อครั้ง (1,432 บาท)

         ที่สำคัญ ถ้าคุณบริจาคอึได้ถึง 5 ครั้งต่อสัปดาห์ คุณจะได้รับเงินพิเศษอีก 50 เหรียญ รวมเป็นรายรับสัปดาห์ละ 250 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9 พันบาท) หรือถ้าคุณเป็นสุดยอดผู้บริจาคอึชั้นเซียน คุณจะได้รับเงิน 13,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4 แสนบาทต่อปีเลยทีเดียว !

         รู้แบบนี้แล้วก็หันมาใส่ใจสุขภาพกันสักนิด เผื่อว่าวันหนึ่งอาจจะได้บริจาคอึ ทั้งได้บุญแถมได้เงินใช้อีกต่างหาก ที่สำคัญ ถ้าสุขภาพของเราดีอยู่แล้ว ก็จะลดความเสี่ยงที่อาจจะต้องไปกินอึของคนอื่นเข้าสักวันด้วยน่ะสิ บรื๋อ...


ภาพจาก Openbiome.com

http://hilight.kapook.com/view/128901


วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โกงตาย เก๋งเจออุบัติเหตุ 3 ชอต แต่รอดมาได้เพราะดริฟขั้นเทพ



         เป็นคลิปที่แชร์กันกระจายเลยทีเดียว สำหรับเหตุการณ์อุบัติเหตุที่ คุณ Toy Rattasart ได้โพสต์ลงในเพจ Lord Clips คลิปเด็ด เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 ที่เจออุบัติเหตุเกือบตายถึง 3 ครั้ง แต่กลับรอดมาได้อย่างหวุดหวิด




          โดยคลิปดังกล่าวได้เผยให้เห็นรถจักรยานยนต์คันหนึ่ง ขับย้อนศรมาในช่องบายพาส จ.ชลบุรี ซึ่งขับมาในลักษณะกินเลนสวน แต่จู่ ๆ ก็มีเก๋งสีขาวขับพุ่งออกมาด้วยความเร็วสูง เดชะบุญที่รถเก๋งสีขาว หักหลบได้ทัน แต่ตอนนั้นอีกเลนหนึ่งก็มีรถกระบะขับพุ่งเข้ามา แต่เก๋งสีขาวกลับหักหลบทันอีก พุ่งทะลุไปถนนอีกฝั่ง  รถเหวี่ยงแถบจะปะทะกับรถบรรทุกที่ขับมาอย่างเร็วอีกด้วย




          แต่ อย่างไรก็ดี รถเก๋งสีขาวกลับปลอดภัย ไร้อันตรายใด ๆ จนชาวเน็ตถึงกับถามว่า รถเก๋งสีขาวแขวนพระอะไรกันถึงโกงตายได้ขนาดนี้ ขณะที่หลายคนระบุว่า รถจักรยานยนต์นั้นมักง่ายขับผิดกฎหมาย ถ้ารถเก๋งไม่โชคดีอาจจะเกิดเหตุสูญเสียก็เป็นได้




วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มีงี้ด้วย ! หญิงวัย 47 สุดเซอร์ไพรส์เมื่อรู้ว่าตัวเองท้อง ตอนก่อนคลอดแค่ 1 ชั่วโมง



               แสดงความยินดีดัง ๆ กับคุณแม่มือใหม่ชาวอเมริกัน ที่มีลูกคนแรกในวัย 47 ปี หนำซ้ำยังเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์เอาตอนก่อนคลอดแค่ 1 ชั่วโมง !

               วันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 เว็บไซต์เดลี่เมล เผยเรื่องชวนอึ้งของนางจูดี้ บราวด์ หญิงวัย 47 ปี จากเบเวอร์ลี รับแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ที่ค้นพบว่าตัวกำลังตั้งครรภ์ ก่อนหน้าที่จะคลอดลูกสาวออกมาลืมตาดูโลกเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น


                 นางจูดี้เผยว่า ที่ผ่านมาเธอคิดว่าตัวเองอ้วนขึ้นเพราะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของวัย และที่ประจำเดือนขาดหายไปก็เพราะว่าเข้าสู่วัยทองแล้ว แต่แล้วเธอก็รู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว ต้องให้ เจสัน ผู้เป็นสามีพาไปส่งโรงพยาบาลด่วน และแล้วแพทย์ก็มาบอกเธอทั้งคู่ว่า "เป็นข่าวดีจริง ๆ ไม่พบอุปสรรคใด ๆ กีดขวางทางคลอดเลย คุณท้องนะครับ และกำลังจะได้ลูกสาวอีกไม่นานนี้แล้ว"

               และแล้วจูดี้ก็ให้กำเนิดทารกหญิงสุขภสพสมบูรณ์แข็งแรง น้ำหนัก 3,600 กรัม ซึ่งทั้งคู่ได้ตั้งชื่อให้ว่า แคโรลิน โรส

               เจสัน ซึ่งแต่งงานกับภรรยามา 22 ปีแล้วและยังไม่มีทายาทด้วยกันเลย เผยว่า พวกเขาทั้งคู่คิดเสมอว่า "หากลูกจะมา ก็จะมาเองแหละ" แต่ก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าทายาทคนแรกจะมาเอาในช่วงเวลานี้



              คุณพ่อมือใหม่ดูเห่อและตื่นเต้นกับลูกสาวคนแรกสุด ๆ คอยอุ้ม เข็นรถเข็นของทารกน้อยด้วยความทะนุถนอมรักใคร่ แต่กระนั้นเจสันก็เผยว่า เขากำลังจะเข้ารับการทำหมัน คิดว่าจะไม่มีทายาทอีกเป็นคนที่สองแล้ว

               ใน ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทั้งสองรายก็ได้รับอนุญาติให้พาลูกสาวตัวน้อยกลับ ไปบ้านได้แล้ว โดยทั้งคู่ก็พบความวุ่นวายเล็กน้อย ต้องขอหยิบยืมทั้งเปลและรถเข็นเด็กจากเพื่อนฝูงและญาติ ๆ มาใช้ เพราะสมาชิกใหม่ของครอบครัวเกิดมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัวเลยจริง ๆ


ภาพจาก abcnews
http://hilight.kapook.com/view/128824