แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวน่าตื่นเต้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวน่าตื่นเต้น แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

แทบหยุดหายใจ หนุ่มท้าตายโดดระเบียงโรงแรมสูง ดิ่งสู่สระว่ายน้ำอย่างแม่น

         คลิปสุดระทึก หนุ่มท้าตายโดดระเบียงดาดฟ้าโรงแรมสูง ดิ่งสู่สระว่ายน้ำเบื้องล่าง หวาดเสียวสุด ๆ ใครห้ามลอกเลียนแบบเชียว เพราะพลาดไปไม่รอดแน่

          เว็บไซต์ไลฟ์ลีค เผยคลิปวิดีโอนี้ให้ชมกันเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2559 แสดงภาพเหตุการณ์ขณะที่หนุ่มชาวอเมริกันรายหนึ่งได้เดินขึ้นไปยังดาดฟ้าของ โรงแรม จากนั้นเขาก็ไม่รอช้าพุ่งตรงไปที่ระเบียงทันที


         จากมุมมองของเขาซึ่งเห็นได้จากการแพนกล้อง จะพบว่าเขายืนอยู่บนดาดฟ้าที่สูงจากพื้นไม่น้อยเลย เบื้องล่างนั้นเป็นสระว่ายน้ำของโรงแรม ซึ่งยังมีพื้นที่บริเวณโดยรอบที่กว้างพอดู นั่นหมายความว่าการกระโดดลงไปเสี่ยงร่างกระแทกกับขอบสระเสียชีวิตได้

          แต่ถึงอย่างนั้นหนุ่มรายนี้กลับเล็งอย่างแม่นเหมาะ เขากระโดดพุ่งตัวออกไปแล้วปล่อยร่างทิ้งลงเบื้องล่าง ดิ่งลงในสระว่ายน้ำได้อย่างพอดิบพอดี ทำเอาใจหวิวลุ้นสุด ๆ เลยทีเดียว


http://hilight.kapook.com/view/142105

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

11 ฮีโร่ร่วมแรงช่วย 22 ชีวิตในรถโรงเรียน หลังเสียหลักพลิกคว่ำในอุโมงค์ (ชมคลิป)

       สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ เกิดอุบัติเหตุระทึก รถโรงเรียนอนุบาลพลิกคว่ำในอุโมค์ที่ประเทศเกาหลีใต้ พลเมืองดี 11 รายพากันจอดรถวิ่งเข้าไปช่วยอย่างไว จนครูและนักเรียนทั้งหมด 22 ชีวิตรอดปลอดภัย

        เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2559 แชนแนล XOxu TV บนเว็บไซต์ยูททูบดอทคอม ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์อุบัติเหตุไม่คาดคิดภายในอุโมงค์แห่ง หนึ่งในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เกิดเหตุมีรถโรงเรียนอนุบาลคันหนึ่งเสียหลักอันเนื่องจากถนนลื่นจึงทำให้ทรง ตัวไม่อยู่ ก่อนจะพลิกคว่ำอย่างแรง โดยกล้องวิดีโอที่ติดอยู่หน้ารถยนต์คันขับตามหลังมาสามารถบันทึกภาพไว้ได้

        ในขณะนั้นรถยนต์คันที่ขับตามมาก็รีบจอด ก่อนชายที่โดยสารมาในรถจะรีบวิ่งลงไปช่วยในทันที จากนั้นก็มีพลเมืองดีรายอื่น ๆ ที่ขับตามมาเห็นพากันวิ่งลงไปสมทบส่วนเหลืออย่างไว ฮีโร่ทั้งหมด 11 รายช่วยกันทั้งงัดทั้งทุบกระจกรถ จนช่วยทุกคนออกมาด้านนอกรถโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย โดยใช้เวลาทั้งหมดไปเพียงไม่ถึง 5 นาที

        รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2559 โดยในรถโรงเรียนคันนี้มีผู้โดยสารนั่งมาทั้งหมด 22 ชีวิต เป็นนักเรียนอนุบาลจำนวน 21 ราย และครูอีก 1 ราย ทั้งหมดปลอดภัยและไม่มีรายงานได้รับบาดเจ็บ

        ทั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจเมืองปูซาน ได้เตรียมออกจดหมายชื่นชมพลเมืองแบบอย่างทั้ง 11 รายนี้แล้ว



http://hilight.kapook.com/view/141961


วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ตระการตา อุทยานหิ่งห้อยหมื่นตัวที่จีน สวยงดงามสะกดใจราวป่าในฝัน


         พาชมอุทยานหิ่งห้อยแห่ง แรกในประเทศของจีน เลี้ยงแมลงส่องแสงกว่า 10,000 ตัว เปล่งประกายระยิบระยับสีทองตัดกับสีเขียวชอุ่มของใบไม้ใบหญ้า สวยงามสะกดทุกสายตา

          หิ่งห้อย แมลงที่หาดูหาชมได้ยากขึ้นทุกวัน ๆ ในสังคมเมือง กว่าจะได้เห็นหิ่งห้อยสักตัวเราต้องถ่อไปถึงชนบทกลางป่ากลางเขา เพราะหิ่งห้อยมักจะอาศัยอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีแหล่งน้ำสะอาด แต่การชมหิ่งห้อยสำหรับชาวจีนอาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะทางการมณฑลหูเป่ย์ ได้เปิดตัวอุทยานสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ที่มีไฮไลท์เป็นหิ่งห้อยนับ 10,000 ตัว


          อุทยานแห่งนี้มีชื่อว่า East Lake Peony Garden ตั้งอยู่ในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน รวบรวมหิ่งห้อยเอาไว้ภายในสวนกว่า 10,000 ตัว ภายในสวนที่แบ่งเขตต่าง ๆ เอาไว้ 5 เขต ทำให้สวนแห่งนี้เต็มไปด้วยแสงสีทองที่ระยิบระยับตลอดเวลากลางคืน มองไปทางไหนก็เห็นดวงไฟน้อย ๆ ล่องลอยส่งแสงกะพริบวิบวับอยู่ทั่ว ราวกับเป็นภาพในฝันไม่มีผิด


        หิ่งห้อยจำนวนกว่า 10,000 ตัวนี้ ถูกพามาจากเมืองหนิงตู มณฑลเจียงซี ซึ่งทางการระบุราคาค่าตัวของพวกมันว่า ตกอยู่ที่ตัวละ 10 หยวน หรือราว ๆ 52 บาท เลยทีเดียว นอกจากจะเลี้ยงดูพวกมันอย่างดีแล้ว ทางอุทยานก็ยังมีการเพาะพันธุ์หิ่งห้อยด้วยตัวเองอีกด้วย


          ทั้งนี้ อุทยานดังกล่าวจะเปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคมของทุกปี และจะปิดให้บริการในช่วงเดือนตุลาคมเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติภายในอุทยาน ก่อนจะเตรียมตัวให้บริการในปีถัดไป









ภาพจาก East Lake Peony Garden / Li Hui / Hubei
ขอบคุณข้อมูลจาก dailymail

http://travel.kapook.com/view150863.html

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หน่วยพิเศษจู่โจมโรงแรมมาลี ตัวประกันถูกปล่อยมาแล้ว 80 ชีวิต


             ผู้ก่อการร้ายอาวุธ ครบมือไม่ทราบสังกัดบุกโรงแรมหรูในนครบาโก เมืองหลวงของประเทศมาลี จับพลเมือง 170 คนเป็นตัวประกัน มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ศพ ล่าสุดตัวประกันโดนปล่อยแล้ว 80 ราย

https://www.youtube.com/watch?v=7ebg2iLYakQ

             วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 เว็บไซต์เมโทร รายงานว่า กลุ่ม ผู้ก่อการร้ายพร้อมอาวุธปืนและระเบิดครบมือราว 10 นาย บุกยึดโรงแรมหรูในเมืองหลวงของประเทศมาลี มีตัวประกันราว 170 คน เป็นแขกต่างชาติ 140 คน และเป็นพนักงานโรงแรมอีก 30 คน 



             โรงแรม ที่ถูกบุกยึดมีชื่อว่า เรดิสสัน บลู โฮเต็ล เป็นโรงแรมหรูที่มักเต็มไปด้วยแขกชาวต่างชาติ ตั้งอยู่ในตัวเมืองของกรุงบามาโก เมืองหลวงของประเทศมาลี โดยแหล่งข่าวผู้เห็นเหตุการณ์อ้างว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายเหล่านี้ได้ตะโกนเสียงดังกึกก้องว่า “อัลเลาะห์ อักบาร์” หรือ “พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่” ขณะบุกเข้ายึดโรงแรม



            ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระจายกำลังสังเกตการณ์อยู่รอบ ๆ อาคารโรงแรม และมีการสกัดกั้นถนนบางสายที่เป็นเส้นทางไปสู่บ้านเรือนของประชาชน ทั้งนี้ทางตำรวจยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใดกันแน่


             ด้านผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายเหล่านี้เดินทางมายังโรงแรมด้วยรถสถานทูต ก่อนจะเดินเข้าไปในโรงแรมอย่างเงียบ ๆ และเปิดฉากยิงกระหน่ำที่ชั้น 7

             ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศบางเจ้าก็เริ่มรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 5 ราย ในขณะที่ทวิตเตอร์ทางการของสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงบามาโก ได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนประชาชนชาวอเมริกันให้ระวังตัวและพยายามอยู่ในที่ พักของตนเท่านั้น

             ขณะเดียวกัน เวลาประมาณ 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษได้เข้าจู่โจมโรงแรมดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้ตัวประกัน 80 ชีวิตถูกปล่อยตัวออกมา



              ทั้งนี้ ประเทศมาลี หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐมาลี เป็นประเทศที่อยู่ในแถบแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นแถบที่ตั้งของฐานที่มั่นผู้ก่อการร้ายหลาย สังกัด ส่วนประเทศมาลีเองก็พบกับความไม่สงบโดยกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่มีการรัฐประหารโดยกองทัพเมื่อปี 2555


http://hilight.kapook.com/view/129413

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ย้อนดู 13 เหตุการณ์ชวนสะพรึง ที่เคยเกิดขึ้นในวันศุกร์ 13



         ย้อนดู 13 เหตุการณ์ในวันศุกร์ 13 กับเหตุแปลก ชวนสะพรึง รวมถึงเหตุฉาวโฉ่ในวันวาน ศุกร์ 13 เพียงเหตุบังเอิญหรืออาถรรพ์ ?

          ศุกร์ 13 กลายมาเป็นตำนานอาถรรพ์ที่สร้างความหวาดผวาไปทั่วโลก ด้วยเชื่อว่าวันดังกล่าวเป็นวันแห่งความโชคร้ายที่ไม่ว่าจะลงมือทำการใดก็ มักจะไม่สำเร็จผล ในขณะที่ใครหลายคนมองว่าความเชื่อเรื่อง อาถรรพ์ ศุกร์ 13 นั้น เป็นเพียงเรื่องงมงายเท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในวันดังกล่าวมักจะมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นบ่อย ครั้ง รวมถึงโศกนาฏกรรม และเหตุการณ์ระดับโลก ซึ่งจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญหรือเป็นเพราะ "อาถรรพ์ ศุกร์ 13" ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าฟันธงเสมอไป ดังเช่นเหตุการณ์ประหลาดในวันศุกร์ 13 ที่เราจะยกตัวอย่างมาให้ติดตามในครั้งนี้ 


          1. การกระโดดสู่ความตายของนักท้ามฤตยู

          ด้วยเพราะ แซม แพทช์ นับเป็นหนึ่งในนักกระโดดท้ามฤตยูคนดังของสหรัฐฯ ที่เคยท้าความตาย โชว์กระโดดจากหน้าผาของน้ำตกไนแองการามาเป็นสิบ ๆ ครั้ง ดังนั้นจึงไม่มีใครคาดคิดว่าการโชว์กระโดดในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2372 จะกลายมาเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา โดยข้อมูลจากหนังสือ "Sam Patch, the Famous Jumper"  ระบุว่า ในวันศุกร์ 13 ดังกล่าว แซม แพทช์ ได้ทำการกระโดดในขณะที่เมา ทำให้เขาจบชีวิตลงต่อหน้าผู้ชมนับหมื่น ขณะที่รายงานจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ในปี 2426 ระบุว่า แซม แพทช์ ได้กระโดดลงมาผิดท่าและลงผิดจุดจากการกระโดดที่ผ่านมา

          อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าประหลาดยิ่งขึ้นเมื่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เรื่องเล่าอาถรรพ์ ศุกร์ 13 จะถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายเสียอีก 


          2. เพลิงมรณะในวันศุกร์ 13

         ในวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2482 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นทั่วรัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย สังหาร 36 ชีวิตภายในวันเดียว โดยพบว่าเหตุเพลิงไหม้ที่น่ากลัวครั้งนั้นเกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่นำไม้แห้ง ๆ มาเผาทำลายพืชผักที่ไม่เติบโตในช่วงฤดูแล้งนั้น แต่ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้จนเปลวไฟลุกลามไปทั่ว โดยพบว่าในเดือนมกราคมปีนั้น เปลวไฟได้สร้างความเสียหายในพื้นที่ 75% ของรัฐ อาคารกว่า 1,300 หลังถูกทำลายวอด มีผู้เสียชีวิตรวม 71 ราย 

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล


          3. ทิ้งระเบิดใส่พระราชวังบักกิงแฮม

          ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มนาซีได้เปิดศึกกับสหราชอาณาจักรอย่างเข้มข้น โดยพบว่าพระราชวังบักกิงแฮมในกรุงลอนดอน เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่อง 16 ลูก อย่างไรก็ตามความเสียหายที่หนักที่สุดเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2483 เมื่อระเบิด 5 ลูกถูกทิ้งลงที่พระราชวัง เป็นผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย และเสียชีวิตอีก 1 ราย แต่นับว่าเป็นเคราะห์ดีที่พระเจ้าจอร์จที่ 5 และพระราชินีเอลิซาเบธทรงปลอดภัย ส่วนอาคารของพระราชวังโดยรวมก็นับว่าได้รับความเสียหายเล็กน้อยเท่านั้น


          4. อุทกภัยครั้งใหญ่ในแคนซัส

          นับเป็นเหตุอุทกภัยที่หนักหนาครั้งหนึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ รัฐแคนซัส สหรัฐฯ หลังเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2494 จนเกิดน้ำท่วมขังสูงกว่า 40 เซนติเมตรในหลายพื้นที่ กระทั่งล่วงเข้าสู่วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม ระดับน้ำก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จนทำให้น้ำในแม่น้ำมีระดับความลึก ถึง 12.4 เมตร ขณะที่ชุมชนเมืองและย่านธุรกิจในเมืองโทพีก้า ลอว์เรนซ์ และแมนฮัตตัน ก็มีน้ำท่วมสะสมสูง 2.4 เมตร นับเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดโดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 28 ราย และอีก 500,000 ชีวิตไร้ที่อาศัย วิศวกรของกองทัพสหรัฐฯ ประเมินค่าเสียหายจากเหตุครั้งนั้นราว 935 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) ในเวลานั้น ซึ่งเทียบประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท) ในขณะนี้ 


          5. วิกฤตการณ์สงครามเย็น

          ย้อนกลับไปในยุคสงครามเย็น โลกเกือบจะเปิดฉากสงครามกันอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2495 สหภาพโซเวียตได้ยิงเครื่องบินขนส่งทางทหาร DC-3 ของสวีเดนตก โดยทางสวีเดนระบุว่าเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินฝึกทหาร ขณะที่ทางโซเวียตเองก็ออกมาประกาศว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเหตุที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเพียง 1 วัน เครื่องบินของสวีเดนก็ถูกโซเวียตยิงตกอีกระหว่างค้นหาซาก DC-3 

          แต่แล้วในที่สุดหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้เกือบ 40 ปี ทางการสวีเดนก็ได้ออกมายอมรับว่า DC-3 เป็นเครื่องบินสอดแนม ขณะที่ในปี 2534 ทางโซเวียตก็ยอมรับว่าเป็นผู้ยิง DC-3 ตก ขณะที่ซากของเครื่องบินที่หายไปเพิ่งจะถูกค้นพบที่ก้นทะเลบอลติก ในปี 2546 โดยพบศพลูกเรือ 4 ใน 8 ราย ทั้งนี้ปัจจุบันซากเครื่องบินดังกล่าวได้ถูกนำมาจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ กองทัพอากาศสวีเดน


          6. เหตุฆาตกรรมที่ถูกเพิกเฉย

         ศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2477 หนึ่งในคดีฆาตกรรมที่โหดร้ายและฉาวโฉ่มากที่สุดของนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ได้เกิดขึ้นเมื่อ คิตตี้ เจโนวิส ผู้จัดการบาร์แห่งหนึ่งได้ถูกชายแปลกหน้าจู่โจมเข้าแทงและข่มขืนขณะกลับมา ที่อพาร์ทเม้นท์ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเศร้าเมื่อหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์มีรายงานว่า ในเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง มีเพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์ไม่ต่ำกว่า 38 คน แต่ไม่มีใครที่ยื่นมือเข้าช่วยหรือแจ้งตำรวจเลยแม้แต่คนเดียว

          คดีของ คิตตี้ เจโนวิส ได้กลายมาเป็นตัวอย่างทางจิตวิทยาในเวลาต่อมา โดยใช้อ้างถึงเหตุการณ์ที่พยานซึ่งพบเห็นเหตุร้ายในสถานการณ์หนึ่ง ๆ เลือกจะไม่ยื่นมือเข้าแทรกหรือทำอะไรทั้งสิ้น เนื่องจากคิดว่ามีคนอื่นยื่นความช่วยเหลือให้แล้ว จากการสอบสวนในเวลาต่อมา พบว่ามีพยานหลายคนที่เลือกจะปล่อยผ่านเพราะคิดว่าเจโนวิสเสียชีวิตไปแล้ว บางคนไม่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด บางคนก็เลือกจะเมินหน้าหนีจากสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่บางส่วนไม่เข้าใจว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นกันแน่  พวกเขาเหล่านี้จึงไม่ขอเอาตัวเองเข้าไปยุ่งด้วย จึงไม่ได้แจ้งตำรวจในทันที

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล


          7. พายุไซโคลนรุนแรง

          วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2513 คือวันที่บังกลาเทศถูกพายุไซโคลนโบลา ซึ่งมีความรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศพัดถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 300,000 ราย พายุไซโคลนที่มีความแรงลม 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังก่อให้เกิดคลื่นสูง 5 เมตรในมหาสมุทร ซัดเข้าสู่พื้นดินจนผู้คนต้องปีนต้นไม้เพื่อหนีตาย อย่างไรก็ตามพบว่ากลุ่มผู้ที่มีอัตรารอดชีวิตสูงสุดก็คือผู้ชายวัย 15-49 ปี ขณะที่คนอื่นอย่างคนแก่ เด็ก ผู้ป่วย และผู้หญิงส่วนมาก ซึ่งไม่สามารถปีนต้นไม้ได้ต่างถูกน้ำพัดหรือกลืนหายไปกับพายุ 



          8. ผู้ประสบภัยที่ต้องดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด

          ในวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2515 ทีมรักบี้จากประเทศอุรุกวัยได้ขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปแข่งขันที่ ประเทศชิลี ทว่าน่าเศร้าที่พวกเขากลับไปไม่ถึงจุดหมาย เมื่อเครื่องบินเกิดปัญหาระบบนำทางขัดข้องทำให้เครื่องตกลงบนภูเขาหิมะ ส่วนยอดของเทือกเขาแอนดีส พร้อมกับผู้โดยสาร 45 ชีวิต

          แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มของบททดสอบอันแสนสาหัสของ 27 ชีวิตที่เหลืออยู่เท่านั้น แม้พวกเขาจะรอดตายจากการตกของเครื่องบิน แต่ก็ต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บและอาหารที่ไม่เพียงพอ เมื่อถึงจุดหนึ่งผู้รอดชีวิตก็จำต้องกินร่างของเพื่อนที่จากไปเพื่อประทัง ชีวิต เท่านั้นยังไม่พอเมื่อมีหิมะถล่มซ้ำสังหารผู้รอดชีวิตไปอีก 8 ราย กระทั่งสิ้นเดือนตุลาคม คนอื่น ๆ ที่เหลือก็เริ่มถูกความเจ็บป่วยคุกคามชีวิต

          แทบไม่น่าเชื่อว่ากู้ภัยไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าวได้กระทั่งสิ้น เดือนธันวาคม ผู้รอดชีวิต 16 คนสุดท้ายได้รับการช่วยเหลือในที่สุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2515 หลังจากต้องผจญชีวิตในถิ่นทุรกันดารอันหนาวเหน็บนานถึง 72 วัน 


          9. อุบัติเหตุเครื่องบินสังหาร 174 ชีวิต

          แม้ตามสถิติแล้ว อัตราการเกิดปัญหาเครื่องบินตกในวันศุกร์ 13 จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในวันอื่น ๆ ทว่า ศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2515 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทีมรักบี้จากอุรุกวัยประสบอุบัติเหตุ กลับเกิดเหตุเครื่องบินตกถึง 2 ครั้งในวันเดียวกัน โดยอีกเหตุหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินที่บรรทุกผู้โดยสาร 164 ราย และลูกเรืออีก 10 ราย จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประสบอุบัติเหตุขณะลงจอดในสนามบินที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย โดยไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ทั้งนี้น่าแปลกที่สาเหตุของเหตุดังกล่าวไม่สามารถระบุได้ แต่ความผิดปกติด้านวิศวกรรมอาจถือเป็นความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง


          10. เหตุตึกถล่มโรงแรมรอยัลพลาซ่า นครราชสีมา

         ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2536 หรือเมื่อ 22 ปีก่อน ได้เกิดโศกนาฏกรรมที่ชาวจังหวัดนครราชสีมายากจะลืมเลือน เมื่ออาคารโรงแรมรอยัลพลาซ่า จังหวัดนครราชสีมา ได้ถล่มลงมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 137 คน บาดเจ็บ 227 คน ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีข้าราชการครูถึง 47 ราย พนักงานบริษัทเชลล์ฯ 24 ราย พนักงานโรงแรม 33 ราย และผู้มาใช้บริการ 33 ราย

          ทั้งนี้จากการสืบสวนก็พบว่า สาเหตุของโศกนาฏกรรมดังกล่าวเป็นผลจากที่ทางโรงแรมได้ต่อเติมอาคารจาก 3 ชั้น เป็น 6 ชั้นอย่างผิดกฎหมาย ทำให้เสารับน้ำหนักตัวอาคารไม่ไหว อีกทั้งโครงสร้างเสายังไม่ได้เชื่อมยึดติดกัน เมื่อเสาที่ตั้งอยู่บนคานแบกรับน้ำหนักมากเกินไป จึงทำให้คานหลุดออกจากหัวเสาที่ชั้นสอง ทำให้โครงสร้างอาคารบนหัวเสายุบตามและส่งแรงดึงรั้งกระทบเสาต้นข้างเคียงให้ หักล้มตามมาในที่สุด




          11. การเสียชีวิตของ ทูพัค ชาเคอร์

         เรียกว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียของวงการเพลงฮิปฮอป เมื่อ ทูพัค ชาเคอร์ (Tupac Shakur) แร็พเปอร์ได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลในลาสเวกัส สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2539 หลังจากถูกมือมืดรัวกระสุนใส่เมื่อวันที่ 7 กันยายน อย่างไรก็ตามการจากไปของเขากลายมาเป็นที่กังขาของคนทั่งโลก โดยมีการตั้งข้อสันนิษฐานถึงสาเหตุในการลอบสังหารดังกล่าวหลายประการ อาทิ ข้อพิพาททางธุรกิจ ปัญหาส่วนตัว ความรุนแรงระหว่างแก๊ง แม้กระทั่งบางคนยังเชื่อว่าทูพัคอาจยังไม่ตาย แต่น่าจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง



          12. พายุหิมะในเมืองบัฟฟาโล

          แม้ว่าผู้อาศัยในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก สหรัฐฯ จะคุ้นชินกับการมีหิมะตกในช่วงฤดูหนาว แต่พวกเขาคงไม่มีใครคาดว่าจะเกิดเหตุพายุถล่มเมืองบัฟฟาโลและพื้นที่ทางตอน เหนือของรัฐนิวยอร์ก ตั้งแต่ช่วงบ่ายของพฤหัสบดีต่อเนื่องจนถึงวันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2549 ทำให้มีกองหิมะสะสมหนาถึง 56 เซนติเมตร ทิ้งให้ชาวเมืองต้องทนอยู่กับสภาพไม่มีไฟฟ้าใช้นานร่วมสัปดาห์ 



          13. เรือสำราญ กอสตา กอนกอร์เดีย ล่ม

          ในวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2555 ช่วงเวลาอันแสนสงบสำหรับล่องเรือสำราญนอกชายฝั่งแคว้นทัสกานี ประเทศอิตาลี ได้เปลี่ยนมาเป็นความวุ่นวายครั้งใหญ่ในทันที เมื่อเรือสำราญ กอสตา กอนกอร์เดีย ได้ประสบอุบัติเหตุเกยหินปะการังนอกชายฝั่งเกาะจิกลิโอ จนเรือเอียงจมทะเลไปข้างหนึ่ง คร่าชีวิตผู้โดยสารกับลูกเรือไปทั้งสิ้น 32 ราย ขณะที่กัปตันเรือได้ถูกจับกุมในเวลาต่อมา

**หมายเหตุ : อัพเดทข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558

ข้อมูลจาก
- livescience.com
- express.co.uk

http://hilight.kapook.com/view/129051

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ขนหัวลุก ภาพถ่าย "เงาคน" โผล่นั่งริมถนน ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น !!



         เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2558 เว็บไซต์มิเรอร์ของอังกฤษ เผยภาพถ่ายชวนขนหัวลุกที่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก Reddit อเมริกาอยู่ในขณะนี้ เมื่อมีผู้จับภาพเงาคนนั่งอยู่ริมถนน ทั้ง ๆ ที่บริเวณนั้นไร้ซึ่งผู้คน ไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว

          ภาพถ่ายดังกล่าวบันทึกได้ริมถนนในเมืองอีแวนสตัน รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา โดยสมาชิก Reddit ที่ใช้ชื่อบัญชีว่า nuckingfuts73 ระบุคำอธิบายสั้น ๆ "ฉันกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่เมื่อคืนนี้ จู่ ๆ ก็สังเกตเห็นเงาคนอยู่ที่นั่น"


         แน่นอนว่าหลังจากภาพถ่ายถูกโพสต์สู่ สายตาสาธารณชนแล้ว ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย เพราะเงาในภาพนั้นเหมือนเงาคนจริง ๆ แต่ติดที่ว่าบริเวณนั้นไม่มีคนอยู่เลย หลายคนจึงเชื่อว่านี่เป็นสิ่งลี้ลับ ขณะที่อีกหลายคนสันนิษฐานว่าเป็นเงาของเสาไฟและปัจจัยบางอย่าง ทำให้เกิดเงาทอดไปยังรั้วแล้วกลายเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์นั่งอยู่ตรงนั้น

          ทั้งนี้ นับตั้งแต่ภาพถ่ายภาพนี้เปิดเผยออกมาได้เพียง 1 วัน ก็มีผู้เข้าไปชมแล้วกว่า 1.5 ล้านครั้ง

ภาพจาก nuckingfuts73

http://hilight.kapook.com/view/128359

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ไฮกุ บันไดสู่สวรรค์ เห็นแล้ว ขาสั่นเลยทีเดียว


บันไดไฮกุ หรือที่เค้าเรียกกันว่า บันไดสู่สวรรค์ ที่ฮาวายแห่งนี้ ถือเป็นอีกที่ ที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันพอสมควร แค่เห็นขั้นบันได ผมนี่ขาสั่นแล้วครับ คือสูงมาก สูงจนเห็นวิวทิวทัศน์แล้ว





โพสต์โดย bubbletea เมื่อ 25 ต.ค. 58 14:43:24

http://world.kapook.com/pin/562c881c4d265a9a318b4567

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หญิงผงะ วิญญาณไม่ได้รับเชิญโอบไหล่แน่น ขณะถ่ายภาพหมู่ในอ่างจากุซซี่



         หญิงชาวออสเตรเลียถ่ายภาพหมู่กับครอบครัวขณะกำลังแช่อ่างจาคุชชี่อย่างสบายอก สบายใจ แต่ก็ต้องช็อกแทบสิ้นสติ เมื่อพบเงาร่างของชายปริศนากำลังใช้มือโอบไหล่ของเธออย่างสนิทสนม ทั้ง ๆ ที่ตอนถ่ายรูปไม่มีใครลงมาแช่อ่างร่วมกับเธอแน่นอน

          วันที่ 21 ตุลาคม 2558 เว็บไซต์เดลี่เมล เปิดเผยเรื่องราวชวนสยองขวัญ เมื่อหญิงชาวออสเตรเลียนาม ทีน่า ฟลีตวู้ด ได้ประสบพบเจอเรื่องเหนือธรรมชาติ ขณะกำลังออกทริปพักผ่อนหย่อนใจและฉลองวันเกิดปีที่ 21 ของลูกสาว ณ รีสอร์ทแห่งหนึ่งในควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย

           ทีน่า ลูกสาว และลูกเขย ลงแช่อ่างจาคุชชี่ของทางรีสอร์ทอย่างสบายอกสบายใจ ก่อนที่สามีของเธอจะหยิบกล้องมาถ่ายภาพหมู่ครอบครัวขณะพักผ่อนหย่อนใจเอาไว้ เป็นที่ระลึก

          แต่เมื่อทุกคนได้เห็นภาพที่ถ่ายได้ก็ต้องตกตะลึง เพราะในภาพปรากฏร่างชายปริศนา กำลังใช้แขนโอบไหล่ของทีน่าเอาไว้อย่างใกล้ชิดสนิทสนม ทั้ง ๆ ที่ช่วงเวลาดังกล่าวมีเพียงครอบครัวของเธอเท่านั้นที่กำลังแช่อ่างจากุซซี่

          "พวกเรา 4 คนถึงกับสติแตกไปเลยพอเห็นภาพนี้ ทีแรกฉันนึกว่ามันเป็นฟองโฟมที่สะท้อนกับแสงไฟ แต่พอมองดี ๆ ฉันเห็นว่าร่างนี้กำลังใช้มือโอบไหล่ของฉันอยู่ แถมยังมีใบหน้ากับเส้นผมเหมือนคนด้วย แต่ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ยังสนุกสนานกับวันหยุดพักร้อนของเราอยู่ดีแหละ" ทีน่า กล่าว

ภาพจาก Teena Fleetwood

http://hilight.kapook.com/view/128104

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เปิดตำนานหลอน ตุ๊กตากะลาสีผีสิงแห่งเมืองคีย์เวสต์



         "ตุ๊กตาผีสิง" เป็นหนึ่งในเรื่องราวชวนขนหัวลุกที่มีอยู่ทั่วไปแทบจะทุกประเทศ และมักจะถูกหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังจากปากต่อปากจนกลายเป็นตำนานหลอนชวนขนหัว ลุกมาจวบจนทุกวันนี้ แต่ทั้งนี้ก็ยังคงมีหลายเรื่องราวที่เรายังไม่ทราบอีกมาก วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปเปิดประสบการณ์หลอนกับตำนานของ "โรเบิร์ต" ตุ๊กตากะลาสีผีสิงสุดเฮี้ยนแห่งเมืองคีย์เวสต์ 


          เด็กคนไหนจะไปคิดว่าตุ๊กตาแสนรักของเขาวันหนึ่งจะกลายเป็นดั่งฝันร้ายที่คอยหลอก หลอนเขาไปชั่วชีวิต... เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 18 หลังจากจากโทมัส ออตโต้ พร้อมทั้งครอบครัวได้ย้ายเข้าไปอยู่ในแมนชั่นในเมืองคีย์เวสต์ รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ บ้านหลังนี้รู้จักกันดีในชื่อว่า บ้านศิลปิน อีกทั้งโทมัสยังเป็นที่เลื่องลือด้านความเข้มงวดกับคนรับใช้ในบ้าน จนถึงวันหนึ่ง สาวชาวเฮติรายหนึ่งถูกโทมัสจ้างมาให้ดูแลลูกชายวัย 10 ขวบของเขา ซึ่งก็คือ โรเบิร์ต ยูจีน ออตโต หรือเรียกสั้น ๆ ว่า จีน
กระทั่งวันหนึ่งโทมัสจับได้ว่า สาวใช้คนนี้แอบฝึกพิธีกรรมทางไสยศาสตร์มนตร์ดำของชนเผ่าวูดูที่สวนหลังบ้าน เขาจึงไล่เธอออกจากบ้านไป แต่ทว่าก่อนที่จะจากไป เธอได้มอบตุ๊กตาตัวหนึ่งไว้ให้แก่จีน ตุ๊กตัวนี้เป็นตุ๊กตาเด็กชายเหมือนกับจีน สวมชุดกะลาสี สูง 90 ซม. มีดวงตาที่ทำมาจากกระดุม และเส้นผมที่ทำมาจากผมของมนุษย์ (ซึ่งเชื่อว่าเป็นผมของจีน) จีนชอบตุ๊กตาตัวนี้มากและตั้งชื่อให้กับมันว่า "โรเบิร์ต" ตามชื่อของเขา


         นับตั้งแต่นั้นมา ตุ๊กตาโรเบิร์ตก็กลายมาเป็นเพื่อนรักกับจีน เขามักจะพามันไปไหนมาไหนด้วยเสมอ ไม่ว่าไปซื้อของเล่น กินข้าวที่โต๊ะอาหาร และพาไปนอนในห้องด้วยทุกคืน ตัวติดกันตลอด แม่ของจีนมักจะได้ยินเสียงเด็กพูดคุยกันภายในห้อง แต่เธอก็คิดว่าคงเป็นเสียงที่ลูกชายดัดเสียงแปลก ๆ เป็นตุ๊กตาและพูดคนเดียวตามประสาเด็ก จึงไม่ได้คิดอะไร ทว่าหลังจากนั้นพ่อและแม่ของจีนเริ่มสังเกตเห็นว่าข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านถูกขว้างปาเสียหาย เมื่อถูกซักถามจีนก็จะตอบว่าโรเบิร์ตเป็นคนทำ แรก ๆ พวกเขาก็รู้สึกไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เด็กจะโทษเพื่อนในจินตนาการของตน


        แต่หลังจากนั้นเริ่มมี เหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กระทั่งกลางดึกคืนหนึ่งพ่อและแม่ได้ยินเสียงของตกแตกพร้อมกับเสียงกรีดร้อง ของลูกชายตะโกนให้ช่วย จึงรีบวิ่งไปดูด้วยความตกใจ และพบว่าประตูห้องล็อก ส่วนอีกด้านของประตูพบแต่ความมืดและเสียงหัวเราะคิกคักดังออกมา จนในที่สุดเมื่อประตูเปิดออกเขาพบลูกชายซุกอยู่บนเตียงด้วยความหวาดกลัว สภาพห้องยับเยิน พร้อมกับเสียงกระซิบจากลูกชายว่า "โรเบิร์ตเป็นคนทำ"


          เมื่อเป็นเช่นนี้ญาติ ๆ ของครอบครัวจึงให้คำแนะนำว่า ควรต้องทำอะไรสักอย่างกับตุ๊กตาผีสิงตัวนี้ พ่อและแม่ของจีนจึงตัดสินใจนำตุ๊กตาโรเบิร์ตไปเก็บไว้ในกล่องที่ห้องใต้ หลังคาและอยู่ที่นั่นเรื่อยมา จนกระทั่งหลายปีผ่านไปโทมัสผู้เป็นพ่อเสียชีวิตลง จีนเติบโตขึ้นแต่งงานมีภรรยาและอยู่ที่บ้านหลังนี้สืบต่อมาจากบิดา


          กระทั่งวันหนึ่งจีนอยากตกแต่งบ้านจึงขึ้นไปที่ห้องใต้หลังคาและพบเจ้าตุ๊กตาโร เบิร์ตเพื่อนเก่านอนจมกองฝุ่นอยู่จึงเก็บขึ้นมาใหม่ และนำมันติดตัวไปด้วยทุกที่เช่นเดิม ภรรยาของจีนมักจะเห็นมันแอบเหลือบมองสามีของเธอตลอดเวลาที่เผลอ หลังจากนั้นความสัมพันธ์รักของจีนและภรรยาก็แย่ลงขึ้นทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งเธอเสียชีวิตไปอย่างไม่มีสาเหตุ

          ในที่สุดจีนตัดสินใจนำตุ๊กตาโรเบิร์ตกลับไปไว้ที่ห้องใต้หลังคาตามเดิม แต่ก็ไม่วายยังมีเสียงของเพื่อนบ้านมาบอกอยู่บ่อยครั้งว่า พวกเขามักจะได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมาจากห้องใต้หลังคาจากบ้านของเขา อีกทั้งตุ๊กตายังทำท่าทางหลอกหลอนจนไม่มีใครกล้าเดินผ่านบ้านหลังนี้ มีเพียงจีนคนเดียวที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในปี 1972 แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ตำนานของตุ๊กตาโรเบิร์ตสิ้นสุดลง

         บ้านหลังนี้ถูกขายต่อให้กับครอบครัว หนึ่งซึ่งมีลูกสาววัย 10 ขวบเช่นกัน และเธอก็ได้ไปเจอกับตุ๊กตาโรเบิร์ตที่ห้องใต้หลังคา จากนั้นเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมเช่นเดียวกับจีน กระทั่งสุดท้ายมันส่งไปอยู่พิพิธภัณฑ์ East Martello Museum ซึ่งมันถูกเก็บไว้ในตู้กระจกปิดล็อกอย่างแน่นหนา และกลายเป็นที่ชื่นชอบสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเรื่องลึกลับชวนขนลุก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นตุ๊กตาโรเบิรต์ตัวนี้ขยับได้ เอง พนักงานทำความสะอาดคนหนึ่งเล่าว่า คืนหนึ่งเคยเข้าไปทำความสะอาดตัวตุ๊กตา แต่พอตอนเข้าไปดูอีกครั้งในตอนเช้า กลับพบว่ามันเปลี่ยนไปอยู่อีกท่าหนึ่ง

          ทุกวันนี้ ตุ๊กตาโรเบิร์ตก็ยังคงถูกตั้งโชว์ไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปชมเป็นจำนวนมาก สายตาของมันก็ยังดูราวกับว่าจ้องมองผู้ที่เขาไปชมอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีกฎข้อห้ามตามความเชื่ออีกด้วยว่า หากจะถ่ายรูปเขาไปจะต้องขออนุญาตก่อนถึงจะถ่ายได้ มิเช่นนั้นอาจจะเจอคำสาปเช่นเดียวกับในตำนาน

          เรื่องทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าชวนขนหัวลุกที่แค่ถ่ายทอดสืบกันมาหรือ ผู้เล่าต้องการจะสื่อว่าตุ๊กตาโรเบิร์ตผีสิงตัวนี้ยังคงมีชีวิตอยู่จริง ๆ กันแน่ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้ได้...หรือคุณอาจต้องไปพิสูจน์ด้วยตัว เอง !

ภาพจาก weirdus.com, terrornautas.com, megacurioso.com
ขอบคุณข้อมูลจาก
paranormalstories.com, weirdus.com

http://hilight.kapook.com/view/127253

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ผวา ! หลุมยุบลึก 10 เมตรโผล่อังกฤษ หนีตายจ้าละหวั่น-อพยพกลางดึก



          เกิดเหตุหลุมยุบบน ถนนคอนกรีตที่ประเทศอังกฤษ ทำครอบครัวต้องอพยพหนีตายกันกลางดึก ทางการเผย หลุมยักษ์เกิดจากหลุมเล็ก ๆ บนทางเท้าที่กำลังจะซ่อมแซม แต่กลับเกิดเหตุดังกล่าวเสียก่อน

         เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า เกิด เหตุหลุมยุบขนาดใหญ่บนถนนคอนกรีตของเมืองเซนต์ อัลบานส์ เมืองฮาร์ดฟอร์ตเชียร์ ประเทศอังกฤษ ช่วงกลางดึกของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลุมมีขนาดกว้างราว 20 เมตร ลึกอีกประมาณ 10 เมตร ทำให้ทางการต้องเร่งอพยพครอบครัวที่อาศัยอยู่รอบ ๆ โดยด่วน

         ด้านโฆษกของสภาเมืองฮาร์ดฟอร์ตเชียร์ กล่าวว่า ทางการได้รับคำร้องเรียนเรื่องมีหลุมบนทางเดินเท้า จึงได้เข้าไปตรวจสอบและวางสิ่งกีดขวางเพื่อรอที่จะซ่อมแซมในวันจันทร์

         "ตาม ตารางงานของช่าง เช้าวันนี้จะเป็นวันที่พวกเขาเข้าไปซ่อมแซมหลุมบนทางเท้า และจากบันทึกของผู้ตรวจสอบสภาพของหลุมพบว่า ไม่มีสัญญาณใด ๆ บ่งบอกว่าหลุมเล็ก ๆ นั้นจะถล่มจนกลายเป็นหลุมยุบขนาดยักษ์"

         ด้านครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุหลุมยุบ พวกเขาได้ยินเสียงพื้นดินสะเทือนดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับกำลังจะเกิดแผ่นดินไหว ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพบว่า ถนนยุบหายไปแล้ว

         ทางการจัดสถานที่พักชั่วคราวให้กับบรรดาครอบครัวที่เสี่ยงต่ออันตรายจากหลุม ณ บริเวณข้างโรงยิมและศูนย์กีฬาของเมือง นอกจากนี้ บ้านอีกจำนวน 52 หลังคาเรือน จะถูกตัดน้ำ ไฟฟ้า และแก๊ส เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ขณะที่ทางการกำลังหาทางแก้ไขและซ่อมแซมถนนที่เสียหายจากหลุมยุบดังกล่าว

         อย่างไรก็ดี โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตใด ๆ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้



http://hilight.kapook.com/view/127270


วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

NASA ค้นพบน้ำบนดาวอังคาร - เดินหน้าค้นหาสิ่งมีชีวิต


          องค์การนาซา (NASA) ค้นพบของเหลวคล้ายน้ำเค็มปรากฏบนพื้นผิวดาวอังคาร ชี้เป็นขั้นแรกในการค้นหาสิ่งมีชีวิต

          วันที่ 28 กันยายน 2558 เว็บไซต์ aljazeera รายงานว่า องค์การ นาซา (NASA) ได้เผยการค้นพบครั้งสำคัญบนดาวอังคารว่า มีการค้นพบน้ำมีลักษณะคล้ายน้ำเค็มในสถานะของแข็งและของเหลว ปรากฏบนพื้นผิวดาวอังคาร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งจุดที่พบนั้นมีลักษณะเป็นเส้นทางน้ำเค็มที่ไหลค่อย ๆ เหมือนเส้นทางน้ำบนผิวโลก

          สำหรับการค้นพบนี้ค้นพบโดยนาย Lujendra Ojha นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัย Arizona เมื่อปี 2011 ซึ่งนาย Lujendra Ojha ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับวัตถุสีดำคล้ายนิ้วมือบนดาวอังคาร และยังบอกอีกว่าพบหลักฐานร่องรอยการมีอยู่ของน้ำเค็มบนดาวอังคาร

          ด้านศาสตราจารย์ Alfred McEwen กล่าวว่า การ ค้นพบสิ่งที่คล้ายของเหลวบนดาวอังคาร มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นการค้นพบน้ำจึงเป็นเรื่องใหญ่ แต่ทั้งนี้บนโลกถ้าค้นพบน้ำอาจหมายถึงสิ่งมีชีวิต แต่บนดาวอังคารอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะน้ำที่ค้นพบ อาจเป็นน้ำเค็มที่เค็มมากจนไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ประกอบกับรังสีต่าง ๆ บนพื้นผิวดาวอังคารก็อาจทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนนั้น อย่างไรก็ตามการค้นพบน้้ำเป็นขั้นแรกและเราจะต้องทำการสืบเสาะต่อไปเพื่อค้น หาสิ่งมีชีวิต และหากมีสิ่งมีชีวิตก็อาจจะมีแค่จุลินทรีย์เท่านั้น 



ภาพจาก aljazeera.com


http://hilight.kapook.com/view/127061

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

ตระการตา นาซาเผยภาพเนบิวลาของดาวที่ระเบิดไปเมื่อ 8,000 ปีที่แล้ว



         นาซาเผยภาพความงดงามตระการตาของ วีล เนบิวลา (Veil Nebula) อันเป็นเศษซากฝุ่นผงที่หลงเหลือจากการระเบิดของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งเมื่อกว่า 8,000 ปีที่แล้ว ถ่ายได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

            วันที่ 24 กันยายน 2558 เว็บไซต์ขององค์การบริการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) เผยภาพส่วนหนึ่งของ "วีล เนบิลลา" (Veil Nebula) หรือ เนบิวลาผ้าคลุม เป็นกลุ่มฝุ่นผงและกลุ่มก๊าซรวมตัวกันในสีสันต่าง ๆ อย่างงดงามตระการตากลางท่ามกลางผืนอวกาศอันมืดมิด โดยภาพดังกล่าวถ่ายได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

            วีล เนบิวลา เกิดจากการระเบิดหรือซูเปอร์โนวา ของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งเมื่อกว่า 8,000 ปีที่แล้ว โดยดาวเคราะห์ดวงนี้มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราราว 20 เท่า เศษซากฝุ่นผงและกลุ่มก๊าซที่ยังฟุ้งอวลอยู่ เมื่อมองดูจากมุมด้านข้างคล้ายผ้าคลุมยับ ๆ อันเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า Veil Nebula ส่วนสีสันที่มองเห็นเกิดจากก๊าซชนิดต่าง ๆ อาทิ สีแดงจากก๊าซไฮโดรเจน สีเขียวจากก๊าซซัลเฟอร์ สีน้ำเงินจากก๊าซออกซิเจน เป็นต้น

            นาซายังได้ทำคลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นตำแหน่งของ วีล เนบิวลา ที่มีขนาดด้านกว้างราว 110 ปีแสง ซี่งอยู่ในบริเวณกลุ่มดาวซิกนัส (Cygnus) หรือดาวหงษ์ด้วย

            และคลิปวิดีโอ วีล เนบิวลา แบบ 3 มิติ ซูมให้ว่าบนผิวหน้าของเส้นสายหลากสีที่อัดรวมกันนั้น มีกลุ่มก๊าซบาง ๆ ฟุ้งอยู่


ภาพจาก NASA

http://hilight.kapook.com/view/126968