วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

พบกับ เจ้าตูบพิการที่มากับขาเทียมทั้ง 4 แม้จะเป็นแบบนี้แต่ผมก็ยังร่าเริงสุด ๆ


พบกับ เจ้านากิโอ ตูบตัวแรกของโลกที่ใช้ขาเทียมทั้ง 4 ข้าง หลังถูกตัดอุ้งเท้าตอนเด็ก กับชีวิตแสนสดใส หลังได้อยู่กับเจ้านายแสนรัก 

วันที่ 18 มกราคม 2560 เว็บไซต์เดอะโดโด้ ได้เปิดเผยเรื่องราวของ นากิโอ สุนัขแสนร่าเริงที่อาศัยอยู่กับเจ้านายแสนรักในบ้านที่รัฐโคโลราโด สหรัฐฯ อย่างไรก็ตามหลายคนจะต้องประหลาดใจเมื่อได้ทราบว่าแท้จริงแล้วสุนัขตัวนี้มีความพิการที่ขาทั้ง 4 หลังถูกตัดอุ้งเท้าไปตั้งแต่ยังเล็ก และมันก็กลายมาเป็นสุนัขตัวแรกของโลกที่ใช้ขาเทียมทั้ง 4 ข้าง

สำหรับจุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน นากิโอและพี่น้องของมันที่ยังเป็นเพียงลูกสุนัข ถูกทิ้งไว้ภายในบ้านร้างท่ามกลางฤดูหนาว แม่ของมันตายไปแล้วตอนที่กู้ภัยไปพบ ซึ่งแม้ว่าลูกสุนัขแต่ละตัวจะอยู่ในสภาพขาดสารอาหารและเป็นโรคเรื้อน แต่พวกมันต่างก็แข็งแรงดี เว้นเพียง นากิโอ ซึ่งถูกพบอยู่ในสภาพนอนแข็งในบ่อน้ำ 

เจ้าหน้าที่พบว่านากิโอต้องทรมานจากโรคที่เกิดจากความเย็น พวกเขาจำต้องตัดอุ้งเท้าของมันทั้ง 4 ข้างเพื่อช่วยชีวิต รวมทั้งยังต้องตัดหางและจมูกไปครึ่งหนึ่ง รวมถึงใบหูขวาอีกเล็กน้อย แต่แม้ว่าจะเผชิญกับสภาพเช่นนี้ เจ้านากิโอก็ยังมีความร่าเริงอย่างน่าอัศจรรย์ และมีความน่ารักที่ทำให้ คริสตี้ เพซ สัตวแพทย์ที่กำลังมองหาสัตว์เลี้ยง หลงรักมันเข้าเต็มเปา

คริสตี้ เผยว่า เธอกำลังคิดที่จะรับสัตว์มาเลี้ยง แม้เธอจะคุ้นเคยกับสัตว์ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเล็กน้อย แต่จริง ๆ เธอไม่ได้ตั้งใจจะรับสัตว์ที่พิการมาเลี้ยง แต่ทันทีที่ได้เห็นภาพของเจ้านากิโอในเว็บ PetFinder และได้อ่านเรื่องราวของมัน ก็รู้สึกตกหลุมรัก และติดต่อทางองค์กรเพื่อเข้าไปเยี่ยมเจ้านากิโอะในทันที ซึ่งทันทีที่ได้พบตัวจริง เธอก็รู้สึกได้ถึงความอัศจรรย์ของสุนัขที่ร่าเริงสุด ๆ ตัวนี้ แล้วตัดสินใจพามันกลับมาที่บ้านในวันนั้น

"มันเป็นเจ้าตัวเล็กที่มีความสุขที่สุดเท่าที่เราเคยพบ ในตอนแรกคุณไม่รับรู้ถึงความพิการของมันเลย เพราะมันร่าเริง มีความสุข แถมยังเข้ามาจุ๊บฉันด้วย นี่แหละคือความรัก" คริสตี้ กล่าว

หลังจากเข้ามาอยู่ในครอบครัวใหม่ พวกเขาก็พบว่าแม้มันจะไร้อุ้งเท้าทั้ง 4 แต่ก็ยังสามารถเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนด้วยตัวเองอย่างง่าย ๆ จนกระทั่งเมื่อมันโตขึ้นและน้ำหนักมากขึ้น มันก็เริ่มขยับได้ลำบาก เธอจึงมั่นใจว่ามันต้องการความช่วยเหลือพิเศษจากเรา ในตอนนั้นเองที่เธอได้รู้จักกับบริษัท OrthoPets ผู้ผลิตอวัยวะเทียมสำหรับสัตว์ เธอจึงได้นัดหมายให้พวกเขาเข้ามาช่วยทำขาเทียมแก่นากิโอ
อย่างไรก็ตามในตอนนั้นเธอสามารถหาเงินมาพอจ่ายขาเทียมเพียงข้างเดียวเท่านั้น ก่อนจะได้รู้ว่าสุนัขของเธอต้องได้รับขาเทียมทั้ง 4 ข้าง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด แต่ในขณะที่เธอเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ทาง OrthoPets ก็ตัดสินใจบริจาคขาเทียมอีก 3 ข้างที่เหลือให้ 

ไม่กี่เดือนต่อมา เจ้านากิโอก็ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่เป็นครั้งแรกในชีวิต มันสามารถเดินด้วยขาเทียมทั้ง 4 ข้าง แม้จะมีสภาพคล้ายลูกกวางเพิ่งหัดเดือน แต่มันสามารถไปไหนก็ได้เท่าที่ต้องการ มันดูมีความสุขอย่างมาก และเริ่มลองใช้ขาใหม่ที่ได้ในทันที กระทั่งขาเทียมด้านหน้าหักเพราะมันวิ่งเร็วเกิน
หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี ในที่สุดมันก็ได้รับการดูแลจนมีขาเทียมที่พอดีกับความต้องการ และสามารถใช้ไปได้ตลอดชีวิตที่เหลือแล้ว ซึ่งคริสตี้ก็ยังได้แชร์ภาพแห่งความสุขของเจ้าตูบผู้ร่าเริงตัวนี้ให้คนได้ติดตามกันในโซเชียล จนนากิโอกลายมาเป็นอีกหนึ่งขวัญใจของชาวเน็ต

"มันเป็นสุนัขที่มีความสุขที่สุดเท่าที่เราเคยเห็น และมันก็ไม่ปล่อยให้ความพิการมาหยุดยั้งตัวเอง หากมันต้องการสิ่งใดมันก็จะมองหาทางจนได้ มันยังมักจะยิ้มแย้ม และเล่นกับฉันรวมถึงคนอื่น ๆ อีกด้วย" คริสตี้ กล่าวถึงเจ้าตูบของเธอ

ภาพจาก Instagram nakiothebionicdog

http://pet.kapook.com/view164679.html

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สายการบินอินเดียเตรียมจัดโซนปลอดเด็กให้ทุกเที่ยวบิน หมดปัญหาเด็กกวนใจ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

 สายการบินอินดิโก ของอินเดีย เตรียมจัดโซนปลอดเด็ก อายุต่ำกว่า 12 ปีห้ามนั่งเด็ดขาด ตัดปัญหาเด็ก ๆ รบกวนผู้โดยสารท่านอื่น  

       วันที่ 6 ตุลาคม 2559 เว็บไซต์เมโทร  มีรายงายว่า สายการบินอินดิโก ของประเทศอินเดีย ได้ออกมาประกาศเตรียมเปิดโซนพิเศษบนเครื่องบินของทางสายการบิน ซึ่งเป็นโซนที่เรียกว่า โซนปลอดเด็กนั่นเอง งานนี้ทำเอาบรรดาผู้ที่ทราบข่าวพากันตื่นตัวกันยกใหญ่ แชร์ข่าวต่อกันต่อทั่วโลกโซเชียล

       สำหรับโซนปลอดเด็กนี้ ทางสายการบินอินดิโกได้ประยุกต์มาจากโซนเงียบสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการพักผ่อนหรือทำงาน มาดัดแปลงให้เป็นที่โซนที่นั่งแบบพรีเมี่ยมสุด ๆ เขียนป้ายกำกับไว้ชัดเจนเลยว่า "เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีห้ามเข้าเด็ดขาด"

       โดยหลังจากทางสายการบินอินดิโกมีประกาศดังกล่าวออกมา ก็สร้างความตื่นเต้นดีใจให้กับผู้ที่ได้ทราบเป็นอย่างมาก กระแสตอบรับค่อนข้างดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะบรรดาคนที่ไม่ค่อยจะเป็นปลื้มกับเด็กสักเท่าไหร่ คงจะชอบใจไม่น้อย เพราะปัญหาเด็กเล่นวุ่นวายหรือส่งเสียงร้องดังรบกวนก็จะไม่มีให้รำคาญอีกต่อไป เช่นเดียวกับที่เคยได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน


http://hilight.kapook.com/view/143104

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แม่ฟื้นขึ้นจาก “ความตาย” หลังพยาบาลนำลูกเพิ่งคลอดมาวางไว้แนบอก

Facebook/Karen Fos

เรื่องราวมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นกับคุณแม่เชลลี่ คอเล่ (Shelly Corley) วัย 23 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ที่นอร์ท แคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา โดยขณะที่เชลลี่กำลังคลอดลูกน้อย ไรแล่น” (Rylan) ออกมาแข็งแรงสุขภาพดี แต่ตัวเองกลับตกอยู่ในอาการโคม่าเพราะลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดแดงสำคัญ หมอได้ทำการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจยื้อชีวิตเธอไว้ได้ เมื่อชีพจรเธอแผ่วเบาลงเรื่อยๆ เจเรอมี่ (Jeremy) สามีของเชลลี่ยังไม่อยากจะเชื่อว่าวินาทีที่ดีใจที่สุดที่ได้พบกับลูกสาว แต่ไม่กี่อึดใจภรรยากลับกำลังจะจากไป


แต่แล้วพยาบาลที่ดูแลเชลลี่ได้แนะนำว่าให้นำ ไรแล่นลูกสาวที่เพิ่งคลอดมาวางที่ตัวของเชลลี่ดู เพราะสัมผัสรัก และสายใยระหว่างแม่ลูกอาจจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้ เธอนำไรแล่นมาวางไว้บนอกของเชลลี่ หลังจากนำลูกสาวมาวางไว้บนตัวแม่ เจ้าตัวน้อยก็หลับไปอย่างง่ายดาย ส่วนทางด้านสามีได้แต่ภาวนาว่าเชลลี่คงยังวนเวียนอยู่ไม่ไกล และสัญชาตญาณความเป็นแม่จะช่วยปลุกเธอให้ฟื้นคืนได้ ผ่านไปกว่าสิบนาทีลูกน้อยก็ร้องดังขึ้น พร้อมๆ กับชีพจรที่หน้าจอมอนิเตอร์ของเชลลี่ก็ทำงานขึ้นอีกครั้ง

Facebook/Karen Foster

ไม่น่าเชื่อว่าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นจริงๆหลังจากพักฟื้นอยู่ราวสัปดาห์ เชลลี่ก็กลับมาแข็งแรงปกติออกจากโรงพยาบาลได้ และสามารถดูแลลูกสาวมาจนถึงวันนี้

การฟื้นขึ้นของเชลลี่อาจจะไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่อาจจะเป็นการดูแลรักษาขากคุณหมอและเจ้าหน้าที่ที่ดูเชลลี่จนฟื้นขึ้นได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นความพิเศษของครอบครัวเธอ และจะเป็นสิ่งที่ทกคนไม่มีวันลืม


โพสท์โดย: SpiderMeaw
http://board.postjung.com/992331.html


วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559

มุมแปลกๆ กับปลานกขุนทองหัวโหนกตัวยักษ์


เห็นภาพทีแรกคิดว่าปลากินคน! ที่แท้นักดำน้ำถ่ายรูปกันขำๆ มุมแปลกๆ กับปลานกขุนทองหัวโหนกตัวยักษ์ #NapoleonWrasse ใต้ทะเลลึกนอกชายฝั่งออสเตรเลีย Via @AkaravutTv9



โพสท์โดย: SpiderMeaw

http://board.postjung.com/991678.html

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

กู้ภัยกู้ซากบ้านถล่ม สุดซึ้งพบพ่อเอาตัวปกป้องลูกน้อยจนรอดชีวิตใต้ซาก


         ทีมกู้ภัยพบเหตุการณ์อบอุ่นหัวใจ กู้ซากบ้านถล่มจากพายุฝนกระหน่ำ พบคุณพ่อหมดสติในท่ากอดปกป้องลูกน้อยวัย 20 เดือน ใต้ซากปรักหักพัง รอดชีวิตทั้งคู่

          รายงานจากเว็บไซต์ People ของจีน ระบุว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2559 พายุฝนได้กระหน่ำหลายพื้นที่ของจีน รวมถึงเมืองเจ้าตง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนาน ความรุนแรงโหมคลั่งของพายุฝนวันนั้นได้ทำให้บ้านหลังหนึ่งถึงกับถล่มลงมาเลยทีเดียว

          หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เร่งให้ความช่วยเหลือครอบครัวซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 4 คน นั่นคือ พ่อ แม่ และลูกอีก 2 คน โดยพวกเขาสามารถช่วยผู้เป็นแม่และลูกคนหนึ่งออกมาได้ก่อน จากนั้นจึงเดินหน้าค้นหาพ่อและลูกสาวตัวน้อยวัย 20 เดือน ที่ติดอยู่ใต้ซาก


       หลังจากใช้เวลาค้นหาอยู่นานใต้แสงไฟสปอตไลท์จากรถกู้ภัย ในที่สุดทีมกู้ภัยก็ได้พบร่างของพ่อและลูกสาวที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนั้น ภาพที่พวกเขาได้เห็นทำเอาซึ้งใจไปตาม ๆ กัน เมื่อพบว่าคุณพ่อรายนี้อยู่ในสภาพหมดสติจากภาวะขาดน้ำ ในอ้อมกอดของเขามีลูกสาวตัวน้อยอยู่ เห็นได้ชัดว่าเธอถูกร่างของผู้เป็นพ่อปกป้องจากเศษซากที่ถล่มลงมาจนเธอรอดชีวิต 


          เมื่อทีมกู้ภัยดึงตัวทั้งคู่ออกมาจากใต้ซากปรักหักพังแล้ว เจ้าหน้าที่แพทย์ก็เข้ารับช่วงต่อทันที โชคดีจริง ๆ ที่ทั้งคุณพ่อและลูกสาวต่างไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง พวกเขารอดชีวิตมาได้พร้อมกับบทพิสูจน์ความรักของผู้เป็นพ่อ ที่คงจะกลายเป็นเรื่องเล่าตราตรึงในหัวใจลูกสาวไปตลอดกาล



ภาพจาก finance.ifeng.com

http://hilight.kapook.com/view/142641

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559

เปิดวินาทีซึ้งใจ คุณปู่ได้กลับมาอยู่กับภรรยาอีกครั้ง หลังถูกจับแยกที่บ้านพักคนชรา


เปิดวินาทีซึ้งใจ คุณปู่ได้กลับมาอยู่กับภรรยาอีกครั้ง หลังถูกจับแยกที่บ้านพักคนชรา คิดถึงสุดใจ หลังต้องจากกันนานกว่า 8 เดือน ลูกหลานสุดยินดี

              เป็นเรื่องเศร้าที่ยากจะทำใจ หากวันหนึ่งเรามีอันต้องแยกจากคนรักที่อยู่คู่กันมากว่าครึ่งชีวิต ดังนั้นจึงเกิดเป็นภาพบีบหัวใจลูกหลานอย่างมาก เมื่อได้เห็นคุณปู่และคุณย่าของเธอที่ใช้ชีวิตครอบครัวมานานถึง 62 ปี จำต้องแยกจากกัน เพราะไม่มีบ้านพักคนชราที่ใดสามารถรองรับทั้งคู่ได้


          โดยเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2559 เว็บไซต์เมโทร  รายงานว่า คุณปู่วูล์ฟ กอตสชอล์ก วัย 83 ปี และคุณย่า แอนิตา วัย 81 ปี ได้รู้จักกันตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น เพราะครอบครัวของทั้งคู่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์ที่เเดียวกันใน Dusseldorf ประเทศเยอรมนี

              อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณปู่ซึ่งป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมและมะเร็ง ก็จำต้องแยกจากภรรยาแสนรักที่ใช้ชีวิตด้วยกันมาโดยตลอด เพราะไม่มีบ้านพักคนชราที่ใดสามารถรองรับทั้งคู่ได้พร้อมกัน ซึ่งแม้ว่าลูกหลานจะยังคงพาพวกเขามาเยี่ยมเยียนกันบ่อยครั้ง แต่ก็อดสะเทือนใจไม่ได้ที่ต้องทนเห็นภาพของทั้งคู่ที่ต้องทรมานทุกครั้งที่ต้องบอกลากัน


             ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนสิงหาคม แอชลีย์ หลานสาวของทั้งคู่ ยังได้โพสต์ภาพขณะที่คุณปู่และคุณย่าบอกลากันทั้งน้ำตา สะท้อนให้เห็นความโศกเศร้าของทั้งคู่เป็นอย่างมาก

              โดย บิล ลูกชายของทั้งคู่ยังได้บอกด้วยว่า พ่อกับแม่ของเขาต้องการเวลาที่จะได้อยู่ร่วมกัน หากมีคนหนึ่งที่จากโลกนี้ไปโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้อยู่เคียงข้าง นั้นคงเป็นเรื่องเศร้าที่ร้ายแรงสำหรับทั้งคู่และครอบครัวของเรา

              แต่แล้วในที่สุดหลังจากความพยายามนานหลายเดือน ลูกหลานของพวกเขาก็สามารถย้ายคุณปู่วูล์ฟกลับมาอาศัยอยู่กับคุณย่าในบ้านพักคนชราแห่งเดียวกันได้เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมเผยให้เห็นภาพวินาทีประทับใจ เมื่อทั้งคู่ได้กลับมาพบหน้ากันอีกครั้ง 

               พร้อมกันนี้แอชลีย์ยังเผยด้วยว่า นี่เป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งพร้อมกับน้ำตาแห่งความสุของทุกคน คุณปู่และคุณย่าจะได้อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันในช่วงชีวิตที่เหลือจากนี้ ไม่มีอะไรจะน่ายินดีไปยิ่งกว่านี้แล้ว พร้อมกันนี้เธอยังหวังว่าเรื่องนี้จะมีส่วนช่วยให้คู่รักสูงวัยรายอื่นที่ต้องแยกจากกัน สามารถกลับมาอาศัยอยู่ด้วยกันอีกครั้งได้ดังเช่นคุณปู่และคุณย่าของเธอ

ภาพจาก Ashley Kaila B

http://hilight.kapook.com/view/142570

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

แทบหยุดหายใจ หนุ่มท้าตายโดดระเบียงโรงแรมสูง ดิ่งสู่สระว่ายน้ำอย่างแม่น

         คลิปสุดระทึก หนุ่มท้าตายโดดระเบียงดาดฟ้าโรงแรมสูง ดิ่งสู่สระว่ายน้ำเบื้องล่าง หวาดเสียวสุด ๆ ใครห้ามลอกเลียนแบบเชียว เพราะพลาดไปไม่รอดแน่

          เว็บไซต์ไลฟ์ลีค เผยคลิปวิดีโอนี้ให้ชมกันเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2559 แสดงภาพเหตุการณ์ขณะที่หนุ่มชาวอเมริกันรายหนึ่งได้เดินขึ้นไปยังดาดฟ้าของ โรงแรม จากนั้นเขาก็ไม่รอช้าพุ่งตรงไปที่ระเบียงทันที


         จากมุมมองของเขาซึ่งเห็นได้จากการแพนกล้อง จะพบว่าเขายืนอยู่บนดาดฟ้าที่สูงจากพื้นไม่น้อยเลย เบื้องล่างนั้นเป็นสระว่ายน้ำของโรงแรม ซึ่งยังมีพื้นที่บริเวณโดยรอบที่กว้างพอดู นั่นหมายความว่าการกระโดดลงไปเสี่ยงร่างกระแทกกับขอบสระเสียชีวิตได้

          แต่ถึงอย่างนั้นหนุ่มรายนี้กลับเล็งอย่างแม่นเหมาะ เขากระโดดพุ่งตัวออกไปแล้วปล่อยร่างทิ้งลงเบื้องล่าง ดิ่งลงในสระว่ายน้ำได้อย่างพอดิบพอดี ทำเอาใจหวิวลุ้นสุด ๆ เลยทีเดียว


http://hilight.kapook.com/view/142105