วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เจ้าหมาถูกทำร้ายปางตาย แต่รอดมาได้ด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย



         ใครว่าโซเชียลมีเดียจะมีแต่เรื่องโหดร้าย เรื่องดี ๆ ก็มีเหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องราวของเจ้า แบร์รี่ สุนัขที่ถูกทำร้ายปางตายแต่รอดชีวิตมาได้ด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย

          โดยเจ้าแบร์รี่ถูกพบในสภาพเลือดโชกและมีบาดแผลลึก เมื่อ โฮ มิน ชิง กับเพื่อน ๆ เห็นเข้าก็ได้จึงรีบเข้าไปช่วยพาไปหาหมอทันที แต่บาดแผลสาหัสขนาดนั้นจึงจำเป็นต้องส่งเจ้าแบร์รี่ไปผ่าตัด แต่ก็ใช้ค่าใช้จ่ายในการรักษามากพอสมควร ดังนั้นโฮ มิน ชิง และเพื่อน ๆ ก็ตัดสินใจตั้งกลุ่มในเฟซบุ๊ก 懷疑被虐打至重傷的Barry (Suspect severely beaten) ขึ้นมา เพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้คนในโลกออนไลน์


            หลังจากตั้งกลุ่มได้ไม่กี่ชั่วโมงก็มีสมาชิกในกลุ่มกว่า 3,000 คน และสมาชิกในกลุ่มดังกล่าวได้ช่วยกันบริจาคเงิน เพื่อให้นำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษามากกว่า 7 แสนบาท ซึ่งเจ้าแบร์รี่ได้เข้ารับการผ่าตัดรอบแรกไปแล้วและปลอดภัยดี ส่วนตอนนี้กำลังรอเพื่อเข้ารับการผ่าตัดรอบที่ 2 อยู่

          ถือเป็นอีกตัวอย่างของการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างถูกวิธีและนับว่าเป็นโชค ดีของเจ้าแบร์รี่จริง ๆ ที่ได้เจอกับคนใจดีแบบนี้ ขอปรบมือให้ดัง ๆ เลย       



ขอขอบคุณข้อมูลจาก thedodo และ viralnova 

http://pet.kapook.com/view131323.html

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

โวยแหลก คู่รักเพลย์บอยจัดปาร์ตี้รายล้อมด้วยสาว ๆ รวยอู้ฟู่-เวลาชีวิตเหลือเฟือ



          เพื่อนบ้านโวยแหลก เมื่อแมนชั่นหรูของคู่รักยอทต้า ปาร์ตี้กันสนั่นทั้งคืน สาวอกตู้มโผล่ร่วมงานเพียบ คึกคักอย่างกับผับเพลย์บอย สองหนุ่มสาวไม่แคร์ คนบ่นก็เพราะอิจฉา บอก นี่แหละคือการใช้ชีวิตให้มีความสุขสไตล์ยอทต้า



          ยามทำงานมาคร่ำเคร่งเหน็ดเหนื่อย ใคร ๆ ก็อยากมีปาร์ตี้สนุกสุดเหวี่ยงโยนความเครียดทิ้งไปกันบ้างแหละ แต่กับคู่รักชาวอเมริกันที่สวยหล่อหุ่นดีและร่ำรวยอู้ฟู่อย่าง แบสชั่นและมาเรีย ยอทต้า หรือที่รู้จักกันในนาม "คู่รักยอทต้า" (Yotta Couple) ก็เชื่อแรงกล้าในสิ่งคล้าย ๆ กันนี้ เพียงแต่ว่าการปาร์ตี้ของพวกเขาดูจะไม่มีสิ้นสุด รื่นเริงไปกับหมู่นักปาร์ตี้หนุ่มและสาว ๆ อกตู้มในชุกเซ็กซี่วาบหวิว ใช้ชีวิตเก๋ ๆ ช่วงกลางวันแล้วจัดปาร์ตี้กันช่วงกลางคืน และก็เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน จนเพื่อนบ้านในย่านฮอลลีวูดฮิลส์ นครลอสแอนเจลิส บ่นกันอื้ออึงว่าชีวิตดี๊ดีของคู่รักยอทต้า ช่างสร้างมลพิษทางเสียงและน่ารำคาญเป็นที่สุด ซึ่งทั้งสองก็หาได้แคร์ไม่ บอกว่าพวกที่บ่นก็แค่อิจฉาเท่านั้นแหละ เพราะแมนชั่นของเขาตอนนี้ดี๊ดีอย่างกับปาร์ตี้เฮ้าส์ของเพลย์บอยอย่างไร อย่างนั้น


เว็บไซต์เดลี่เมล เผยภาพชีวิตสุขีปาร์ตี้สุดเหวี่ยงของคู่รักยอทต้าไว้ในรายงานเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ไลฟ์สไตล์แบบนี้อาจเป็นที่ถวิลหาของใครหลาย ๆ คน และหนุ่มสาวยอทต้าทั้งสองก็ยินดีเหลือเกินที่จะเชิญชวนมาร่วมให้เชื่อในสิ่ง ที่ทั้งคู่ยึดมั่นและเรียกมันว่า ชีวิตแบบยอทต้า หรือ Yotta Life ดูไปดูมาช่างละม้ายคล้ายคลึงลัทธิชวนเชื่อเสียจริง ๆ อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรก็ลองไปดูภาพในอินสตาแกรม yotta_life ที่ทั้งสองคนอัพรูปมาอวดกันสิ สวยหล่อหุ่นดี มีเงินเป็นฟ่อน มีรถหรูขับ ปาร์ตี้ถี่ ๆ มีแต่สาวอกตู้มหน้าตาดีล้อมหน้าล้อมหลัง นั่งเจ็ทส่วนตัว ฯลฯ


เบื้องหลังความร่ำรวยของคู่รักยอทต้า มาจากการเป็นขายผลิตภัณฑ์ในไลน์เกี่ยวกับสุขภาพและความงาม รวมทั้งการเป็นนักพูดเพื่อให้แรงบันดาลใจและเป็นโค้ชการใช้ชีวิตแบบยอทต้า แถมยังออกหนังสือสอนวิถีสู่ความรวยและชีวิตที่มีความสุขมาแล้ว 2 เล่ม และก็ดูจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะทั้งคู่ก็มีเงิน 1.4 ล้านบาท มาจ่ายเป็นค่าเช่าแมนชั่นหรูแห่งนี้ได้ทุกเดือนไม่มีขาด แถมยังมีเหลือที่จะเอาไปละลายกับไลฟ์สไตล์หรูหราและการปาร์ตี้สุดเหวี่ยงได้ อย่างเหลือเฟือ ซึ่งเป็นสิ่งที่แบสชั่นบอกว่าเขายึดมั่นในความคิดว่า ชีวิตคือการปิกนิก และ YOLO (you only live once) หรือเกิดมามีเพียงชีวิตเดียว ก็ต้องใช้ชีวิตให้เต็มที่ไปเลย และก็อยากให้คนอื่น ๆ มาร่วมลัทธิ เอ๊ย ! มีความเชื่อในชีวิตดี๊ดีแบบยอทต้าบ้าง 


อืม ก็ไม่เถียงหรอกนะว่าชีวิตดี แต่มันจะสุดโต่งไปหน่อยไหมครับพี่ เหมือนเกิดมาเพื่อหาทางรวย ทำตัวให้สวยหล่อ แล้วก็ปาร์ตี้ไปวัน ๆ แต่ถ้ามันมีความสุขจริงก็เอาที่พี่สบายใจเลย...ถ้าไม่ทำให้ใครเดือดร้อนน่ะ นะ สาบานว่าที่พูดมาไม่ได้อิจฉาเลยจริงจริ๊ง ^^"











ภาพจาก Instagram yotta_life

http://hilight.kapook.com/view/127477

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เปิดตำนานหลอน ตุ๊กตากะลาสีผีสิงแห่งเมืองคีย์เวสต์



         "ตุ๊กตาผีสิง" เป็นหนึ่งในเรื่องราวชวนขนหัวลุกที่มีอยู่ทั่วไปแทบจะทุกประเทศ และมักจะถูกหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังจากปากต่อปากจนกลายเป็นตำนานหลอนชวนขนหัว ลุกมาจวบจนทุกวันนี้ แต่ทั้งนี้ก็ยังคงมีหลายเรื่องราวที่เรายังไม่ทราบอีกมาก วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปเปิดประสบการณ์หลอนกับตำนานของ "โรเบิร์ต" ตุ๊กตากะลาสีผีสิงสุดเฮี้ยนแห่งเมืองคีย์เวสต์ 


          เด็กคนไหนจะไปคิดว่าตุ๊กตาแสนรักของเขาวันหนึ่งจะกลายเป็นดั่งฝันร้ายที่คอยหลอก หลอนเขาไปชั่วชีวิต... เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 18 หลังจากจากโทมัส ออตโต้ พร้อมทั้งครอบครัวได้ย้ายเข้าไปอยู่ในแมนชั่นในเมืองคีย์เวสต์ รัฐฟลอริดา สหรัฐฯ บ้านหลังนี้รู้จักกันดีในชื่อว่า บ้านศิลปิน อีกทั้งโทมัสยังเป็นที่เลื่องลือด้านความเข้มงวดกับคนรับใช้ในบ้าน จนถึงวันหนึ่ง สาวชาวเฮติรายหนึ่งถูกโทมัสจ้างมาให้ดูแลลูกชายวัย 10 ขวบของเขา ซึ่งก็คือ โรเบิร์ต ยูจีน ออตโต หรือเรียกสั้น ๆ ว่า จีน
กระทั่งวันหนึ่งโทมัสจับได้ว่า สาวใช้คนนี้แอบฝึกพิธีกรรมทางไสยศาสตร์มนตร์ดำของชนเผ่าวูดูที่สวนหลังบ้าน เขาจึงไล่เธอออกจากบ้านไป แต่ทว่าก่อนที่จะจากไป เธอได้มอบตุ๊กตาตัวหนึ่งไว้ให้แก่จีน ตุ๊กตัวนี้เป็นตุ๊กตาเด็กชายเหมือนกับจีน สวมชุดกะลาสี สูง 90 ซม. มีดวงตาที่ทำมาจากกระดุม และเส้นผมที่ทำมาจากผมของมนุษย์ (ซึ่งเชื่อว่าเป็นผมของจีน) จีนชอบตุ๊กตาตัวนี้มากและตั้งชื่อให้กับมันว่า "โรเบิร์ต" ตามชื่อของเขา


         นับตั้งแต่นั้นมา ตุ๊กตาโรเบิร์ตก็กลายมาเป็นเพื่อนรักกับจีน เขามักจะพามันไปไหนมาไหนด้วยเสมอ ไม่ว่าไปซื้อของเล่น กินข้าวที่โต๊ะอาหาร และพาไปนอนในห้องด้วยทุกคืน ตัวติดกันตลอด แม่ของจีนมักจะได้ยินเสียงเด็กพูดคุยกันภายในห้อง แต่เธอก็คิดว่าคงเป็นเสียงที่ลูกชายดัดเสียงแปลก ๆ เป็นตุ๊กตาและพูดคนเดียวตามประสาเด็ก จึงไม่ได้คิดอะไร ทว่าหลังจากนั้นพ่อและแม่ของจีนเริ่มสังเกตเห็นว่าข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านถูกขว้างปาเสียหาย เมื่อถูกซักถามจีนก็จะตอบว่าโรเบิร์ตเป็นคนทำ แรก ๆ พวกเขาก็รู้สึกไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เด็กจะโทษเพื่อนในจินตนาการของตน


        แต่หลังจากนั้นเริ่มมี เหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กระทั่งกลางดึกคืนหนึ่งพ่อและแม่ได้ยินเสียงของตกแตกพร้อมกับเสียงกรีดร้อง ของลูกชายตะโกนให้ช่วย จึงรีบวิ่งไปดูด้วยความตกใจ และพบว่าประตูห้องล็อก ส่วนอีกด้านของประตูพบแต่ความมืดและเสียงหัวเราะคิกคักดังออกมา จนในที่สุดเมื่อประตูเปิดออกเขาพบลูกชายซุกอยู่บนเตียงด้วยความหวาดกลัว สภาพห้องยับเยิน พร้อมกับเสียงกระซิบจากลูกชายว่า "โรเบิร์ตเป็นคนทำ"


          เมื่อเป็นเช่นนี้ญาติ ๆ ของครอบครัวจึงให้คำแนะนำว่า ควรต้องทำอะไรสักอย่างกับตุ๊กตาผีสิงตัวนี้ พ่อและแม่ของจีนจึงตัดสินใจนำตุ๊กตาโรเบิร์ตไปเก็บไว้ในกล่องที่ห้องใต้ หลังคาและอยู่ที่นั่นเรื่อยมา จนกระทั่งหลายปีผ่านไปโทมัสผู้เป็นพ่อเสียชีวิตลง จีนเติบโตขึ้นแต่งงานมีภรรยาและอยู่ที่บ้านหลังนี้สืบต่อมาจากบิดา


          กระทั่งวันหนึ่งจีนอยากตกแต่งบ้านจึงขึ้นไปที่ห้องใต้หลังคาและพบเจ้าตุ๊กตาโร เบิร์ตเพื่อนเก่านอนจมกองฝุ่นอยู่จึงเก็บขึ้นมาใหม่ และนำมันติดตัวไปด้วยทุกที่เช่นเดิม ภรรยาของจีนมักจะเห็นมันแอบเหลือบมองสามีของเธอตลอดเวลาที่เผลอ หลังจากนั้นความสัมพันธ์รักของจีนและภรรยาก็แย่ลงขึ้นทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งเธอเสียชีวิตไปอย่างไม่มีสาเหตุ

          ในที่สุดจีนตัดสินใจนำตุ๊กตาโรเบิร์ตกลับไปไว้ที่ห้องใต้หลังคาตามเดิม แต่ก็ไม่วายยังมีเสียงของเพื่อนบ้านมาบอกอยู่บ่อยครั้งว่า พวกเขามักจะได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมาจากห้องใต้หลังคาจากบ้านของเขา อีกทั้งตุ๊กตายังทำท่าทางหลอกหลอนจนไม่มีใครกล้าเดินผ่านบ้านหลังนี้ มีเพียงจีนคนเดียวที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงในปี 1972 แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ตำนานของตุ๊กตาโรเบิร์ตสิ้นสุดลง

         บ้านหลังนี้ถูกขายต่อให้กับครอบครัว หนึ่งซึ่งมีลูกสาววัย 10 ขวบเช่นกัน และเธอก็ได้ไปเจอกับตุ๊กตาโรเบิร์ตที่ห้องใต้หลังคา จากนั้นเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมเช่นเดียวกับจีน กระทั่งสุดท้ายมันส่งไปอยู่พิพิธภัณฑ์ East Martello Museum ซึ่งมันถูกเก็บไว้ในตู้กระจกปิดล็อกอย่างแน่นหนา และกลายเป็นที่ชื่นชอบสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเรื่องลึกลับชวนขนลุก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นตุ๊กตาโรเบิรต์ตัวนี้ขยับได้ เอง พนักงานทำความสะอาดคนหนึ่งเล่าว่า คืนหนึ่งเคยเข้าไปทำความสะอาดตัวตุ๊กตา แต่พอตอนเข้าไปดูอีกครั้งในตอนเช้า กลับพบว่ามันเปลี่ยนไปอยู่อีกท่าหนึ่ง

          ทุกวันนี้ ตุ๊กตาโรเบิร์ตก็ยังคงถูกตั้งโชว์ไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปชมเป็นจำนวนมาก สายตาของมันก็ยังดูราวกับว่าจ้องมองผู้ที่เขาไปชมอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีกฎข้อห้ามตามความเชื่ออีกด้วยว่า หากจะถ่ายรูปเขาไปจะต้องขออนุญาตก่อนถึงจะถ่ายได้ มิเช่นนั้นอาจจะเจอคำสาปเช่นเดียวกับในตำนาน

          เรื่องทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเล่าชวนขนหัวลุกที่แค่ถ่ายทอดสืบกันมาหรือ ผู้เล่าต้องการจะสื่อว่าตุ๊กตาโรเบิร์ตผีสิงตัวนี้ยังคงมีชีวิตอยู่จริง ๆ กันแน่ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้ได้...หรือคุณอาจต้องไปพิสูจน์ด้วยตัว เอง !

ภาพจาก weirdus.com, terrornautas.com, megacurioso.com
ขอบคุณข้อมูลจาก
paranormalstories.com, weirdus.com

http://hilight.kapook.com/view/127253

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สุดยอดพยาบาล ! ให้นมเด็กน้อยที่ผ่าตัด เพราะดิ้นดุ๊กดิ๊ก-ร้องไห้



สุดยอดพยาบาล ! เด็กวัย 1 เดือนผ่าตัด แต่ดิ้นดุ๊กดิ๊ก ร้องงอแง ทำให้ผ่าตัดยาก สุดท้ายใช้ไหวพริบให้ดื่มนม ทำเด็กสงบลง การผ่าตัดลุล่วงไปได้สำเร็จ




            เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2558 เว็บไซต์ shanghaiist รายงานถึงเรื่องราวที่น่าชื่นชมเรื่องหนึ่งขึ้น และเรื่องดังกล่าวก็ได้รับการถูกกล่าวขานกันเป็นวงกว้างในประเทศจีน โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวในห้องผ่าตัด เมื่อแพทย์กำลังผ่าตัดเด็กวัย 1 เดือน ที่โรงพยาบาลเซินเจิ้น อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดดังกล่าวเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเด็กนั้นร้องไห้และขยับตัวตลอดเวลาขณะที่กำลังผ่าตัด ซึ่งทางแพทย์ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าควรทำอย่างไรให้เด็กหยุด กระทั่งพยาบาลคนหนึ่งที่อยู่ในห้องผ่าตัด ได้อุ้มเด็กขึ้นมาดื่มนมของตัวเอง เด็กจึงค่อย ๆ หยุดร้องและหยุดเคลื่อนไหว ส่งผลให้การผ่าตัดสามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี




                    สำหรับพยาบาลคนนี้ มีชื่อว่า หลี่ เป้าเซี่ย ได้รับการชื่นชมจากเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก ต่อมาทางพ่อของเด็กได้เข้ามาขอบคุณหลี่ เป้าเซี่ย พร้อมกับชื่นชมว่าเป็นพยาบาลนางฟ้าอีกด้วย




ภาพจาก shanghaiist

http://baby.kapook.com/view130827.html

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ผวา ! หลุมยุบลึก 10 เมตรโผล่อังกฤษ หนีตายจ้าละหวั่น-อพยพกลางดึก



          เกิดเหตุหลุมยุบบน ถนนคอนกรีตที่ประเทศอังกฤษ ทำครอบครัวต้องอพยพหนีตายกันกลางดึก ทางการเผย หลุมยักษ์เกิดจากหลุมเล็ก ๆ บนทางเท้าที่กำลังจะซ่อมแซม แต่กลับเกิดเหตุดังกล่าวเสียก่อน

         เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า เกิด เหตุหลุมยุบขนาดใหญ่บนถนนคอนกรีตของเมืองเซนต์ อัลบานส์ เมืองฮาร์ดฟอร์ตเชียร์ ประเทศอังกฤษ ช่วงกลางดึกของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลุมมีขนาดกว้างราว 20 เมตร ลึกอีกประมาณ 10 เมตร ทำให้ทางการต้องเร่งอพยพครอบครัวที่อาศัยอยู่รอบ ๆ โดยด่วน

         ด้านโฆษกของสภาเมืองฮาร์ดฟอร์ตเชียร์ กล่าวว่า ทางการได้รับคำร้องเรียนเรื่องมีหลุมบนทางเดินเท้า จึงได้เข้าไปตรวจสอบและวางสิ่งกีดขวางเพื่อรอที่จะซ่อมแซมในวันจันทร์

         "ตาม ตารางงานของช่าง เช้าวันนี้จะเป็นวันที่พวกเขาเข้าไปซ่อมแซมหลุมบนทางเท้า และจากบันทึกของผู้ตรวจสอบสภาพของหลุมพบว่า ไม่มีสัญญาณใด ๆ บ่งบอกว่าหลุมเล็ก ๆ นั้นจะถล่มจนกลายเป็นหลุมยุบขนาดยักษ์"

         ด้านครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุหลุมยุบ พวกเขาได้ยินเสียงพื้นดินสะเทือนดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับกำลังจะเกิดแผ่นดินไหว ก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพบว่า ถนนยุบหายไปแล้ว

         ทางการจัดสถานที่พักชั่วคราวให้กับบรรดาครอบครัวที่เสี่ยงต่ออันตรายจากหลุม ณ บริเวณข้างโรงยิมและศูนย์กีฬาของเมือง นอกจากนี้ บ้านอีกจำนวน 52 หลังคาเรือน จะถูกตัดน้ำ ไฟฟ้า และแก๊ส เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ขณะที่ทางการกำลังหาทางแก้ไขและซ่อมแซมถนนที่เสียหายจากหลุมยุบดังกล่าว

         อย่างไรก็ดี โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตใด ๆ จากเหตุการณ์ในครั้งนี้



http://hilight.kapook.com/view/127270


วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทากสุดแปลก อวัยวะสืบพันธุ์ใหญ่จนต้องจัดท่ายาก ห้อยหัวผสมพันธุ์

ภาพจาก Wikipedia via Michal Maňas


         สัตว์โลกพิศวง ทากลายเสือดาว กับวิธีการสืบพันธุ์ที่ไม่เหมือนใคร ผสมพันธุ์กันบนที่ราบไม่ได้ ต้องจัดท่ายากห้อยหัวเล่นบทรัก เพราะอวัยวะสืบพันธุ์ใหญ่มากนั่นเอง !! 

ภาพจาก Wikipedia via T.Hiddessen 

         เรื่องเซ็กส์ของคนที่ว่าแปลก นั่นก็เพราะคนมีหัวคิดสร้างสรรค์ความแฟนตาซีให้เรื่องบนเตียง แต่เมื่อมาที่สัตว์ ทุกอย่างดูจะเป็นไปตามธรรมชาติและสัญชาตญาณการสืบพันธุ์แทบทั้งสิ้น จะมาเล่นประหลาดท่ายากแบบมนุษย์ก็คงใช่ที่ แต่ก็ยังมีสัตว์ชนิดหนึ่งที่จะทำให้คุณตะลึงในวิธีการสืบพันธุ์ของมัน นั่นคือ "ทากลายเสือดาว" (Leopard slug) หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Limax maximus สิ่งมีชีวิตตัวเมือกขนาดไม่ใหญ่ไปกว่ามือของคน ที่สืบพันธุ์กันด้วยท่วงท่าห้อยหัว เพราะอวัยวะสืบพันธุ์ของทั้งคู่ใหญ่เสียจนไม่เอื้อต่อการประกอบกิจบนพื้นราบ !! แหม ช่างน่าพิศวงจนต้องนำเรื่องราวของทากลายเสือดาวมาจากเว็บไซต์ wierd.com มาฝากกันเลยทีเดียว

ทากลายเสือดาวเป็นกะเทย

         ก่อน จะไปเข้าสู่กระบวนการผสมพันธุ์ สิ่งหนึ่งที่ควรทราบคือ ทากลายเสือดาวนั้นล้วนเป็นสัตว์กะเทย คือมีทั้งเพศผู้และเพศเมียในตัวเดียวกัน แต่เมื่อจะขยายพันธุ์ ก็จำเป็นต้องได้น้ำเชื้อจากทากตัวอื่นเข้าไปผสมกับไข่


ภาพจาก Wikipedia via Asturnut

ท่ายากไม่เหมือนใคร สืบพันธ์ในท่าห้อยหัว

         เมื่อ ถึงวัยเจริญพันธุ์ ทากลายเสือดาวที่จับคู่ได้แล้วจะพากันไต่ไปยังยอดสูงของกิ่งไม้ บางทีอาจเป็นกำแพง หรือรั้วใด ๆ ก็ได้ จากนั้นก็นำตัวมาเกี่ยวพันกันแล้วปล่อยเมือกพิเศษที่เหนียวหนืดยิ่งกว่าปกติ ออกมา แล้วพากันทิ้งตัวห้อยหัวลง

         เมื่อ อยู่ในท่าพร้อมเต็มที่ แต่ละตัวก็จะค่อย ๆ ดันอวัยวะสืบพันธุ์ของตนออกมาจากทางด้านขวาของส่วนหัว และความพิศวงของธรรมชาติก็บังเกิดขึ้น เมื่ออวัยวะสืบพันธุ์สีขาวอมฟ้าอ่อน ๆ ค่อย ๆ เหยียดยาวและขยายขนาดขึ้น การขยายขนาดของอวัยวะสืบพันธุ์นี้มาจากการส่งแรงดันของเหลวในตัวทากไปที่ ส่วนสืบพันธุ์ ในช่วงเวลาสำคัญอย่างนี้ ทากลายเสือดาวจึงดูลีบเล็กลงและอวัยวะเพศของมันก็มีขนาดใหญ่โตกว่าตัวเสียอีก

ภาพจาก Wikipedia via Spleines

        ศาสตราจารย์เบน รอว์สัน นักสัตววิทยาด้านทาก จากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเวลส์ ให้เหตุผลถึงท่าทางสืบพันธุ์แปลก ๆ ของทากลายเสือดาวว่า เนื่องจากอวัยวะสืบพันธุ์ของมันมีขนาดใหญ่แทบเกินตัวอย่างที่เห็น การจะเกี่ยวรัดเพื่อแลกเปลี่ยนน้ำเชื้อกันบนพื้นราบจึงไม่ใช่ท่วงท่าที่ สะดวกนัก และมันง่ายกว่าที่จะปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามแรงโน้มถ่วง

         ส่วนสืบพันธุ์ที่ทากทั้งสองตัวปล่อยออกมาจะเข้าเกี่ยวพันกัน จนดูเหมือนแต่ละอันต่างมีชีวิตและบังคับการเคลื่อนไหวของตัวเองได้ แล้วจึงเกิดการแลกเปลี่ยนสเปิร์มเข้าไปในตัวกันและกัน เท่านี้เป็นอันเสร็จสิ้นภาพกิจการสืบพันธุ์ ซึ่งกินเวลานับชั่วโมง 

ภาพขั้นตอนการเกี่ยวพันกันของอวัยวะสืบพันธุ์ทากลายเสือดาว


         หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการสืบพันธุ์แล้ว ส่วนใหญ่ทากลายเสือดาวตัวหนึ่งจะทิ้งตัวร่วงลงกับพื้น ส่วนอีกตัวจะไต่กลับขึ้นไปตามเมือกเหนียว ๆ ซึ่งพบว่าตัวที่ไต่กลับไปนี้ก็จะกินเมือกที่ตนและคู่ได้ปล่อยออกมา การต้องผลิตเมือกที่เหนียวหนืดเป็นพิเศษต้องใช้พลังงานไม่ใช่น้อย ธรรมชาติจึงไม่ให้มันทิ้งเมือกเหนียวอันแสนมีค่าไว้เปล่า ๆ หลังเสร็จกิจ และเมื่อน้ำเชื้อหรือสเปิร์มที่ได้รับเข้าไปผสมกับไข่ในร่างกายเป็นที่เรียบ ร้อย แต่ละตัวก็จะหาพื้นดินหรือบริเวณที่ชื้นแฉะ เพื่อวางไข่ฟองกลมสีใสให้ลูกทากตัวน้อย ๆ ได้ฟักออกมากระดืบคลานดูโลกต่อไป และรอวันที่จะได้ขยายเผ่าพันธุ์ด้วยการห้อยหัวอีกครั้ง

ภาพจาก Wikipedia via Lokilech



http://hilight.kapook.com/view/127110


วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

น่ารักที่สุดเลย เจ้าโลมาแสนรู้เก็บมือถือตกน้ำคืนเจ้าของ



           น่ารักที่สุดเลย โลมาแสนรู้แห่งบาฮามาสช่วยเก็บมือถือตกน้ำคืนเจ้าของ ส่งตรงคืนให้ถึงมือเชียว

           ว่ากันว่าโลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ฉลาดปราดเปรื่องสูสีกับมนุษย์เด็ก และคลิปนี้ก็จะช่วยรับประกันความฉลาดแสนรู้ของมันได้ยอดเยี่ยมเลยล่ะ Teressa Cee  ได้แชร์คลิปโลมาแสนรู้ในเฟซบุ๊กของเธอเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 บอกว่า เธอ มีโอกาสไปเที่ยวบาฮามาส ในทะเลแคริบเบียน แล้วก็ได้ไปว่ายน้ำกับโลมาที่เกาะบลูลากูน แต่ระหว่างแวะพักบนโป๊ะเล็ก ๆ กลางทะเล หนุ่มที่เธอฝากให้ถือโทรศัพท์ให้ดันทำมันตกจ๋อมจมลงไปที่พื้นเบื้องล่าง แต่แล้วเจ้า "คาซีค" โลมาแสนรู้ ก็รี่ว่ายลงไปเก็บมาให้ เอางับใส่ปากแล้วมาส่งคืนใส่มือเลยทีเดียว โดยในคลิปยังได้ยินเสียงเจ้าคาซีคส่งเสียงร้องแหลม ๆ เหมือนกับจะบอกว่า "อะ หยิบให้นะ" ด้วยล่ะ

           ช่างฉลาดน่ารักน่าเอ็นดูอะไรอย่างนี้นะเจ้าคาซีค เอ ว่าแต่มือถือสาวคนนี้ตกลงยังใช้ได้อยู่ไหมเนี่ย ^^"

ภาพจาก Teressa Cee

http://hilight.kapook.com/view/127080